Support by Xenmin

Xenmin.com

สถิติเว็บไซต์

Spam Poison
website monitoring
 

ค้นหาข่าวจากระบบทั้งหมด

สุขภาพดี ชีวีสุขสันต์
6 วิธี ชะลออัลไซเมอร์ PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
พฤหัสบดี, 04 พฤษภาคม 2017


โรคอัลไซเมอร์ ไม่ใช่แค่โรคที่จำอะไรไม่ได้ แต่ยังเป็นโรคที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เรามารู้จัก 6 วิธีง่ายๆ ป้องกันอัลไซเมอร์กันค่ะ

เราควรเริ่มดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่ก่อนมีอาการ เพราะโรคอัลไซเมอร์นอกจากจะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แล้ว เมื่อเป็นแล้ว ยังไม่สามารถรักษาให้หายได้อีกด้วย แต่เราสามารถ “ชะลอ” ได้

หลักแห่งการป้องกัน อัลไซเมอร์
1.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 2-3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จะป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ 50% เพราะสมองทานออกซิเจนเป็นอาหาร โดยมีเลือดเป็นตัวส่ง ดังนั้นเราต้องทำให้หัวใจเต้นแรงด้วยการออกกำลัง เพื่อให้เลือดสูบฉีดไหลเวียน แต่สำหรับผู้สูงอายุ การทำงานบ้าน ทำสวนดูแลสวน หรือการขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ก็เป็นการออกกำลังกายที่ดีและเหมาะสมแล้ว
2.อ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา ใช้สมองให้มากขึ้น เพราะสมอง เมื่อเราไม่ใช้ เราจะเสียมันไป
3.ผักและอาหารสดต้องเยอะ น้ำมันปลา (fish oil) เป็นอาหารเสริมที่ดี
4.นอนวันละ 7-8 ชั่วโมง เพราะการนอนน้อย เป็นการสั่งสมองให้ทำลายตัวเอง ผู้สูงอายุควรนอนกลางวันด้วย เพราะสมองของผู้สูงอายุ ต้องการการพักผ่อนมากกว่าวัยรุ่นหรือวัยทำงาน
5.เมื่อเราเครียด เซลล์สมองจะทำลายตัวเองเร็วมากมากกว่าการไม่นอน ดังนั้น พยายามทำให้ตัวเองอยู่ในสภาวะที่เครียดน้อยที่สุด
6.อยู่กับคน เพราะสมองถูกสร้างมาให้อยู่ร่วมกับผู้อื่น เมื่อไหร่ที่เราไม่ได้เข้าสังคม หรือขาดการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นบ่อยๆ จะทำให้สมองฝ่อ ไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนเยอะ แต่จำเป็นต้องมีเพื่อนที่มีคุณภาพ

การปฏิบัติตาม 6 ข้อข้างต้น สามารถชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ หรือหากเป็นแล้วก็จะช่วยให้ใช้ชีวิตไปจนเสียชีวิตได้ โดยที่ลูกหลานไม่เป็นทุกข์ หรือหากดีที่สุด ก็คือไม่เป็นโรคอัลไซเมอร์เลย
“กันไว้ ดีกว่าแก้”


ขอบคุณข้อมูลจาก สสส.
 
13 ข้อดีของการปั่นจักรยาน? PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
จันทร์, 20 กุมภาพันธ์ 2017
- พื้นที่ผู้สนับสนุน -
 
21-12-2559

เชื่อว่าคนที่ติดตามเว็บ DuckingTiger คงเป็นนักปั่นตัวยงกันอยู่แล้ว แต่ก็อาจจะมีหลายๆ คนที่ยังลังเล ไม่รู้ว่าจะเริ่มปั่นดีไหม หรือควรจะตั้งใจปั่นอย่างจริงจังหรือเปล่า วันนี้เรามี ประโยชน์ของการปั่นจักรยาน 13 ข้อ ที่จะช่วยยืนยันว่าการปั่นจักรยานนั้นมีประโยชน์จริงๆ ครับ


1. ช่วยให้นอนหลับลึกกว่าเดิม
การออกปั่นจักรยานตอนเช้าๆ ช่วยให้เราหลับได้ลึกกว่าเดิมและลดปัญหาการนอนไม่หลับ คณะแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดได้ทดลองให้คนที่มีปัญหานอนหลับยาก (Insomnia) ออกไปปั่นจักรยานตอนเช้าทุกๆ วัน วันละ 20-30 นาที ผลปรากฏว่าคนที่มีปัญหาการนอนไม่หลับสามารถนอนหลับสนิทได้เร็วขึ้นเกือบหนึ่งชั่วโมง จากแต่ก่อนที่อาจจะต้องนอนรอให้ง่วงเป็นเวลานาน การไปออกกำลังกายยามเช้าช่วยให้ร่างกายเราได้รับแสงแดดตามเวลาที่ควรจะเป็น ช่วยให้ร่างกายหลับได้ง่ายขึ้นในตอนกลางคืนครับ

2. ช่วยให้หน้าตาดูอ่อนวัยกว่าเดิม
ข้อนี้หลายคนน่าจะชอบ การปั่นจักรยานช่วยให้ร่างกายเราลำเลียงอ๊อกซิเจนและสารอาหารได้ดีขึ้น และช่วยขับถ่ายสารพิษในร่างกายได้มีประสิทธิภาพขึ้น นอกจากนี้การออกกำลังกายอย่างการปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นการผลิตสารคอลลาเจน ช่วยลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า จึงไม่แปลกว่าทำไมคนที่ปั่นจักรยานเป็นประจำจึงหน้าตาอิ่มเอิบและผิวพรรณสดใสครับ (แต่อย่าลืมถ้าครีมกันแดดก่อนออกรอบหละ)

3. ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากมหาวิทยาลัย Bristol ยืนยันว่าการปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นให้อาหารไหลผ่านลำไส้ได้เร็วกว่าซึ่งช่วยลดการดูดซับน้ำในลำไส้ใหญ่ หมายความว่าก้อนอุจจาระก็จะไม่แห้งทำให้เราถ่ายได้คล่องขึ้นครับ นอกจากนี้การปั่นจักรยานช่วยกระตุ้นการหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งเพิ่มกำลังในการบีบรัดตัวของลำไส้ ช่วยให้เราไม่รู้สึกอึดอัดหลังการทานอาหาร และป้องกันโรคมะเร็งลำไส้อีกด้วย

4. เพิ่มประสิทธิภาพสมอง
ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยอิลินอยส์พบว่าคนที่ปั่นจักรยานเป็นประจำทำคะแนนการทดสอบสมองได้ดีกว่าปรกติถึง 15% เพราะว่าการปั่นจักรยานช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วน Hippocampus  เป็นส่วนที่ใช้บันทึกความจำ ซึ่งจะเสื่อมอย่างรวดเร็วหลังอายุ 30 ครับ ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดี

5. สุขภาพโดยรวมแข็งแรงขึ้น
เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าการออกกำลังกายช่วยให้ระบบภูมิต้านทานของเราแข็งแรงขึ้น เชื้อโรคต่างๆ ก็มีผลกับเราได้น้อยลง รายงานสุขภาพจากอังกฤษบอกว่าคนที่ปั่นจักรยานอย่างน้อย 30 นาทีเป็นเวลาห้าวันต่อสัปดาห์มีโอกาสป่วยน้อยกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายเลยกว่าเท่าตัว ข้อนี้แอดมินรู้ดี เพราะหลังจากเริ่มปั่นจักรยาน อาการหอบหืดเรื้อรังที่เป็นมาตั้งแต่เด็กก็ค่อยๆ หายไปจนตอนนี้หายขาดแล้วครับ

6. อายุยืนยาว
ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัย King’s Collegel London ทดสอบฝาแฝดกว่า 2,400 คู่ พบว่าแฝดคนที่ปั่นจักรยานแค่ 45 นาที สามครั้งต่อสัปดาห์ มีอายุยืนยาวกว่าคู่แฝดที่ไม่ออกกำลังกายกว่า 9 ปีโดยเฉลี่ย สาเหตหลักๆ ที่ช่วยให้อายุยืนขึ้นก็เพราะการปั่นจักรยานพัฒนาระบบเลือดและระบบหายใจ ช่วยลดโรคความดัน โรคอ้วน มะเร็งประเภทต่างๆ โดยรวมร่างกายจะมีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูรักษาตัวเองมากขึ้นครับ ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจได้กว่า 50%

7. พิทักษ์โลก
พื้นที่ในการจอดรถยนต์หนึ่งคัน สามารถใช้จอดจักรยานได้กว่า 20 คัน เราใช้วัตถุดิบและสารเคมีต่างๆ และพลังงาน ในการผลิตจักรยานหนึ่งคันน้อยกว่าการผลิตรถยนต์ถึงห้าเท่า แน่นนอน จักรยานไม่ก่อมลพิษ การปั่นจักรยานยังประหยัดพลังงานมากกว่าการเดินถึงสามเท่าในระยะทางเท่าๆ กัน
ผู้ผลิตรถยนต์สมัยนี้ชอบอวด “กิโล/ลิตร” – ว่ารถตัวเองใช้น้ำมันกี่ลิตรต่อระยะทางหนึ่งกิโล เจอจักรยานแล้วจะหนาว เพราะถ้าลองเปรียบเทียบพลังงานที่เราใช้ในการปั่นจักรยาน แปลออกมาให้เหมือนรถยนต์…จะได้ประมาณ​ 4705 กิโล/ลิตร ครับ!

8. เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ
ข้อนี้เห็นหลายคนในเว็บบอร์ด Thaimtb คอนเฟริ์มครับ การปั่นจักรยานช่วยพัฒนาระบบหมุนเวียนเลือด ซึ่งผลข้างเคียงคือเพิ่มความต้องการทางเพศ ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐ พบว่านักกีฬาจักรยานมีสมรรถภาพทางเพศเหมือนกับคนที่อายุอ่อนกว่า 4-5 ปี ในขณะที่นักกีฬาหญิงเลื่อนอาการวัยหมดประจำเดือน (menopause) ออกไปได้กว่า 5 ปี ผลวิจัยจากฮาวาร์ดยังแถมให้อีกว่าผู้ชายที่อายุมากกว่า 50 ปีที่ปั่นจักรยานเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงอาการ “นกเขาไม่ขัน” ได้กว่า 30%

9. ลูกในครรภ์มีสุขภาพแข็งแรง
ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนรายงาว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ แต่ออกกำลังกายเป็นประจำจะฟื้นฟูร่างกายหลังการคลอดได้ดีกว่าแม่ที่ไม่ออกกำลังกาย แถมลูกในท้องจะสามารถพัฒนาระบบประสาทได้ดีกว่าปรกติอีกด้วย

10. ทำงานได้ดีขึ้น
การศึกษาจากมหาวิทยาลัย Bristol พบว่าพนักงานที่ออกกำลังกายก่อนเข้า หรือหลังทำงาน มักจะทำงานได้มีประสิทธิภาพดีกว่าคนปรกติที่ไม่ออกกำลังกาย การออกกำลังกายช่วยเพิ่มความมั่นใจ ความมุ่งมั่นในการทำงานและช่วยให้รับความเครียดจากการทำงานได้ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้พนักงานที่ออกกำลังกายเป็นประจำมักจะใช้เวลาพักน้อยกว่าคนอื่น ทำงานเสร็จได้ตามเดดไลน์ และมีอัธยาศัยดีกว่าคนอื่นๆ ด้วยครับ

11. ลดความอ้วน
เป็นที่ทราบกันดีว่าการปั่นจักรยานช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย แต่มันไม่ได้เผาพลาญแค่เฉพาะตอนที่เราปั่นนะครับ ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าร่างกายของคนที่ปั่นจักรยานเป็นประจำจะมีสภาวะ “After Burner” หรือเผาผลาญไขมันส่วนเกินต่อเนื่องหลังจากลงจากจักรยานแล้วต่อไปอีก 2-3 ชั่วโมง ซึ่งโดยรวมแล้วการเผาผลาญหลังการปั่นอาจจะมากกว่าระหว่างปั่นอีกด้วยซ้ำ
นักปั่นที่ซ้อมแบบ interval (สลับการออกแรงปั่นช้า + เร็วตามระยะเวลาที่กำหนด) สามารถเผาผลาญไขมันได้มากกว่าคนที่ปั่นด้วยความเร็วคงที่กว่า 3.5 เท่าอีกด้วย

12. มีเพื่อนมากขึ้น มีความสุขมากขึ้น
สังคมการปั่นจักรยานในเมืองไทยค่อนข้างจะอบอุ่นและเป็นมิตร ใครเห็นกันปั่นบนจักรยานก็มักจะกวักมือทักทายกันเสมอๆ และหากใครมีปัญหาอะไรก็มักจะช่วยเหลือกัน แบ่งความรู้กันอยู่แล้ว การเข้ากลุ่มปั่นกับคนอื่นๆ นอกจากจะช่วยให้เรามีกำลังใจและมีเหตุผลออกปั่นมากขึ้นแล้วยังช่วยส่งเสริมสุขภาพเราในทางอ้อมด้วยครับ ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Howard พบว่าคนที่ไม่มีเพื่อนและไม่เข้าสังคมมีความเสี่ยงในการเจ็บป่วยมากกว่าคนสูบบุหรี่และคนที่เป็นโรคอ้วนเสียอีก อย่างที่เขาว่ากันสภาพจิตใจเราบ่งบอกถึงสภาพร่างกายครับ

13. ลดอาการเหนื่อยล้าและความเครียด
บางครั้งที่เราเหนื่อยล้า หม่นหมองไม่อยากทำอะไร การออกไปปั่นจักรยานรับอากาศบริสุทธิ์จะช่วยให้เราสดชื่นขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ ผมเชื่อว่าหลายๆ คนคงเจออาการนี้ครับ ตกเย็น เบื่อ หม่นหมอง ไม่อยากไปไหน แต่พอคว้าจักรยานออกไปปั่นกลับรู้สึกดีขึ้นและคลายความเครียดความกังวลไปได้หมด งานวิจัยสุขภาพในสหรัฐหลายๆ ชิ้นยืนยันว่าการออกกำลังกายช่วยลดความหดหู่และความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดีครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก DUCKING TIGER

- พื้นที่ผู้สนับสนุน -
 
รู้ก่อนสาย!! กินเม็ดบัว…ต้านมะเร็งตับ แก้โรคหัวใจ บำรุงประสาท PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
พฤหัสบดี, 26 มกราคม 2017


สารในเม็ดบัว อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี มีโปรตีนประมาณ 23 เปอร์เซนต์ เกลือแร่ ฟอสฟอรัส มีสรรพคุณในเรื่อง บำรุงสมอง บำรุงประสาท บำรุงไต ป้องกันมะเร็งตับ เพราะไปฆ่าเชื้อรา ช่วยในรักษาอาการท้องร่วง และบิดเรื้อรัง ใช้กันเป็นยาบำรุงเลือด หรือเพิ่มเลือดด้วยค่ะ ที่สำคัญทึ่สุดดีบัว ที่ขมๆ แก้โรคหัวใจ













(ขอบคุณภาพจากอินเทอร์เน็ต)

การทานเม็ดบัว เพื่อการบำรุงเลือด มีข้อแม้ว่าต้องเป็นการทานเม็ดบัวสดเท่านั้น เม็ดบัวที่ผ่านการแปรรูปมาแล้ว หรือการนำมาต้มให้สุกจะใช้ไม่ได้ เม็ดบัวเชื่อมที่ใส่ในไอศกรีมก็ใช้ไม่ได้ค่ะ กันไว้ดีกว่าแก้

มีการวิจัยพบว่า เม็ดบัวมีสารแอนติออกซิแดนต์ในปริมาณสูง ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติหลายอย่าง เช่น ...

- ชะลอการเสื่อมของอวัยวะและผิวพรรณ

- ป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับอ
- ส่วนดีบัว รสขม ขยายหลอดเลือดหัวใจ แก้กระหายน้ำ แก้น้ำกามเคลื่อนขณะหลับ

- เมล็ด รสฝาดหอม บำรุงกำลัง บำรุงไขข้อ ทำให้กระชุ่มกระชวย แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้เสมหะ แก้พุพอง แก้ดีพิการ แก้อาเจียน แก้อ่อนเพลีย เพิ่มไขมันในร่างกาย

- เปลือกของฝักและเม็ดบัว

- เปลือกฝัก รสฝาดหอม แก้ท้องเดิน สมานแผลในมดลูก

- ก้านดอก รสเย็นเมา ตากแห้งสูบแก้ริดสีดวงจมูก

เม็ดบัวไทย-จีน ความเหมือนที่แตกต่าง การเลือกกิน เม็ดบัวส่วนใหญ่ที่เราเห็นทั่วไป จะเป็นสินค้าที่นำเข้าจากประเทศจีนซึ่งจะมีเมล็ดขนาดใหญ่ ผ่านการกะเทาะเปลือก ดึงดีบัว(ต้นอ่อนที่ฝังอยู่กลางเมล็ดมีสีเขียวเข้ม)ออก และอบแห้งแล้ว

ส่วนเม็ดบัวไทยนั้นไม่ค่อยพบวางจำหน่ายในท้องตลาด เนื่องจากมีเมล็ดเล็ก จึงไม่เป็นที่นิยม แต่จากผลการวิจัยของ อาจารย์ปริญดา ที่ศึกษาเปรียบเทียบปริมาณสารแอนติออกซิแดนต์ในเม็ดบัวไทยและจีนพบว่า เม็ดบัวไทยมีปริมาณสารแอนติออกซิแดนต์สูงกว่าเม็ดบัวจีน 5-6 เท่า อาจารย์ปริญดาจึงแนะนำว่า ถ้าต้องการให้ร่างกายได้รับสารแอนติออกซิแดนต์ปริมาณสูงควรเลือกกินเม็ดบัวไทยดีกว่า โดยเฉพาะเม็ดบัวไทยสด

วิธีกินคือ

ลอกเปลือกออกจากเมล็ด โดยไม่ดึงเยื่อหุ้มเมล็ดและดีบัวออก กินสดๆทั้งเมล็ด จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านมะเร็งซึ่งอยู่บริเวณเยื่อหุ้มเมล็ด และดีบัวในปริมาณสูง

ส่วนชนิดอบแห้งนั้น เรานำมาทำอาหารคาวหวานได้หลากหลาย ที่คุ้นเคยกันดี คือ น้ำอาร์ซี เม็ดบัวต้มน้ำตาลทรายแดง ผสมในเต้าฮวย หรือเต้าทึง ข้าวอบใบบัว เป็นต้น

ส่วนเคล็ดลับการเลือกซื้อให้ได้ของสดใหม่ คุณภาพดีมีดังนี้ค่ะ

ชนิดอบแห้ง

1. ควรเลือกเมล็ดที่มีสีเหลืองนวล ถ้ามีสีเหลืองเข้ม แสดงว่าเป็นเม็ดบัวเก่าที่เก็บไว้นานแล้ว เมล็ดไม่แตกหัก และไม่มีฝุ่นละอองปนเปื้อน

2. ขั้วเมล็ดไม่ดำคล้ำ เพราะจะเป็นเมล็ดที่เก็บไว้นานแล้ว

3. ไม่มีกลิ่นสาบหรือเหม็นหื่น

ชนิดฝักสด

เลือกฝักที่มีเมล็ดขนาดใหญ่ สีเขียวอ่อน จะได้เม็ดบัวที่มีเนื้อกรอบ หวานกำลังดี คราวนี้ถ้าเจอฝักบัวสดในตลาดอย่าลืมซื้อติดไม้ติดมือมาคนละสองสามกำนะคะ


ขอขอบคุณข้อมูลจากชีวจิต / ทางแพทย์สายพุทธ. ~UFO~
 
“เห็ดหลินจือ” บำรุงร่างกาย รักษาโรคตับ PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 0
อังคาร, 27 ธันวาคม 2016
 

คุณประโยชน์อันหลากหลายของเห็ดหลินจือนั้นเลื่องชื่อลือนามมาตั้งแต่ 4,000 ปีก่อน เป็นสมุนไพรที่สามารถยับยั้ง และช่วยรักษาโรคต่างๆ ได้ วันนี้ Sanook! Health จะมาบอกสรรพคุณอันหลากหลายของเห็ดหลินจือให้ทุกคนได้รู้กันค่ะ

เห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือ (Lacquered mushroom) จัดเป็นราชาแห่งสมุนไพรจีน ที่มีการใช้มานานกว่า 4,000 ปี เป็นยาอายุวัฒนะและรักษาโรคต่าง ๆ ในเภสัชตำรับของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเห็ดหลินจือที่พบทั่วโลกมีกว่า 2,000 ชนิด แต่มีประมาณ 200 ชนิดที่สามารถรับประทานได้โดยปลอดภัย

ในเห็ดหลินจือนั้นมีสารประกอบแร่ธาตุที่จำเป็นแก่ร่างกายเป็นจำนวนมาก ได้แก่ วิตามิน เกลือแร่ กรดอะมิโน กรดไขมัน ใยอาหาร เอนไซม์ สารออร์โกสเตอรอล วิตามิน แร่ธาตุ และโปรตีนในปริมาณสูงเพียงพอที่จะเสริมภาวะขาดแคลนต่างๆของร่างกาย รวมทั้งมีสารอื่นๆ อีกมากที่มีส่วนช่วยแก้ไขระบบเผาผลาญอาหารให้คืนสู่สภาวะปกติ
ประโยชน์ของเห็ดหลินจือ

1. บำรุงร่างกาย บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง

2. บำรุงและรักษาสายตา

3. ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง ชะลอแก่ ชะลอวัย

4. ช่วยให้ระบบการทำงานของหัวใจดีขึ้น

5. ทำให้การทำงานของระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น

6. ผ่อนคลายระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้นอนหลับได้สนิท

7. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน กระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวสร้างสารต้านมะเร็ง ต้านการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง ระงับการกระจายของเซลล์มะเร็ง

8. แก้พิษจากรังสี คีโม

9. ระงับอาการปวด

10. ลดความดันโลหิตและรักษาโรคความดันโลหิตสูง ปรับความดันโลหิตทั้งสูงและต่ำให้สมดุล

11. รักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ป้องกันเส้นเลือดในสมองและหัวใจอุดตัน

12. ป้องกันอัมพฤกษ์ อัมพาต

13. รักษาและบรรเทาอาการของโรคหมอนรองกระดูกแตกกดทับเส้นประสาทให้ทุเลา

14. ลดระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาการเบาหวาน

15. รักษาโรคภูมิแพ้ หอบหืด

16. บำรุงตับ และรักษาโรคตับ ตับแข็ง ตับอักเสบ

17. รักษาโรคไตเรื้อรังบางชนิด โดยช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของไตให้ดีขึ้น

18. รักษาและบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร

19. ยับยั้งเชื้อไวรัส อย่าง ไวรัสเอดส์ อีสุกอีใส งูสวัด

20. รักษาโรคที่มีสาเหตุมาจากการขาดออกซิเจน เช่น ถุงลมโป่งพอง หัวใจล้มเหลว เส้นเลือดหัวใจตีบ

 

ในปัจจุบันเห็ดหลินจือสามารถหาบริโภคกันได้อย่างหลากหลายรูปแบบทั้ง แคปซูล ผงสกัด และเครื่องดื่มสำเร็จรูป พอได้รู้ประโยชน์นานัปการของเห็ดหลินจืออย่างนี้แล้ว ก็ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมเห็ดหลินจือถึงได้ชื่อว่า “เทพเจ้าแห่งชีวิต” ใช่ไหมล่ะคะ

 
ยิ่งอด..ทำไมยิ่งอ้วน PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 0
อังคาร, 27 ธันวาคม 2016
 
วิธีเลือกกระเช้าของขวัญปีใหม่ให้ดีต่อสุขภาพ PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 0
อังคาร, 27 ธันวาคม 2016
 
7 ประโยชน์ของการวิ่งตอนเช้า อยากเฮลธ์ตี้ยาว ๆ ต้องลอง PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 0
อังคาร, 27 ธันวาคม 2016
 
'เสริมภูมิสู้โรค' ในวันที่อากาศเปลี่ยน PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
จันทร์, 08 สิงหาคม 2016

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมบางคนอากาศเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยก็ไม่สบาย นั่นเป็นเพราะว่าร่างกายคนเรามีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแตกต่างกัน ภูมิคุ้มกันเป็นกลไกการป้องกันตัวเองอย่างหนึ่งของร่างกาย เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตรายเข้าสู่ร่างกายและอาจเป็นโทษ ระบบภูมิคุ้มกันก็จะออกมาต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมนั้นให้หมดไปจากร่างกายโดยเร็ว หากเรามีภูมิคุ้มกันดีก็จะช่วยให้เราเจ็บป่วยได้ยากขึ้น
 
                    อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพจากสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า โดยธรรมชาติแล้ว ร่างกายของคนเรามีกลไกที่จะป้องกัน กำจัด หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมเบื้องต้น เช่น น้ำตา น้ำลาย มีฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรีย หรือการกำจัดด้วยการไอหรือจาม แต่เมื่อระบบเบื้องต้นนี้ไม่สามารถกำจัดได้ จึงต้องใช้กลไกที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น เซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งทำหน้าที่สำคัญเป็นเสมือนทหารที่ทำหน้าที่คอยกำจัดผู้บุกรุก กำจัดเชื้อโรค ไวรัส หรือสารพิษต่างๆ แต่เนื่องด้วยชีวิตคนในยุคปัจจุบัน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานต่ำลง ดังนั้น ต้องมีการดูแลทหารเหล่านี้ให้เข้มแข็งในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย
 
                    “คนเราสามารถเสริมภูมิคุ้มกันให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงได้ ควรลดปัจจัยที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง เช่น ความเครียด เพราะอารมณ์เครียดจะส่งผลทำให้ภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ ลดลงจึงเกิดการติดเชื้อได้ง่าย ควรนอนหลับให้เพียงพอ ให้ได้คืนละ 7-8 ชั่วโมง ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อช่วยเพิ่มสารคัดหลั่งและความชุ่มชื้นของเยื่อบุผิวในท่อทางเดินหายใจส่วนบน ที่มีหน้าที่ช่วยป้องกันและดักจับฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย ออกกำลังกายพอเหมาะสม่ำเสมอ เพื่อช่วยในการขับของเสียผ่านทางเหงื่อ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้ภูมิต้านทานอ่อนแอ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์เกินวันละ 2 แก้ว การกินอาหารรสหวานจัด การมีน้ำหนักอ้วนเกินไป เป็นต้น และที่สำคัญคือ การกินอาหารครบถ้วนเพียงพอตามหลักโภชนาการเพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดี จะเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม นอกจากนี้ปัจจุบันในกลุ่มคนรักสุขภาพ มักจะนิยมบริโภคอาหารคลีน เพื่อลดน้ำตาล ลดไขมัน คอเลสเตอรอล ที่เป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในร่างกาย และอีกกระแสที่มาแรงคือ การรับประทานเห็ด โดยเฉพาะเห็ดบางสายพันธุ์ที่เรียกว่า เห็ดทางการแพทย์ ซึ่งในระยะหลังมีการพูดถึงกันมากขึ้น เนื่องจากมีการยืนยันทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันได้ถึงระดับเม็ดเลือดขาว” นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพฯ กล่าว
 
                    ทั้งนี้ อ.ศัลยา กล่าวอีกว่า เนื่องจากเห็ดเหล่านี้มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา มีส่วนช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวมากขึ้นในการกำจัด ไวรัส แบคทีเรีย และสิ่งแปลกปลอม ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วย หรือพูดง่ายๆ คือช่วยเสริมภูมิคุ้มกันนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม เห็ดทางการแพทย์หายากและมีราคาสูง การดึงสารสำคัญจากเห็ดเพื่อมาใช้ประโยชน์ต่อสุขภาพจำเป็นต้องใช้วิทยาการสมัยใหม่ ดังนั้นปัจจุบันจึงมีการนำเห็ดทางการแพทย์มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสะดวกสำหรับผู้บริโภค และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
 
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 ถัดไป > สุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 1 - 13 จาก 56

RSS Feed by Kalasinnews.com

Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.comSocial Media Links to Kalasinnews.com