Support by Xenmin

Xenmin.com

สถิติเว็บไซต์

Spam Poison
website monitoring
 

ค้นหาข่าวจากระบบทั้งหมด

สุขภาพดี ชีวีสุขสันต์
สุขภาพดีบาย‘มิ้งค์’ : ฟิตร่างกายรับลมร้อน PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
อาทิตย์, 15 พฤษภาคม 2016

สุขภาพดีบาย ‘มิ้งค์’ ณัฏฐิ์ประภา : ฟิตร่างกายรับลมร้อน

 
             สัปดาห์นี้ “สุขภาพดี บาย มิ้งค์” จะมาชวนคุณผู้อ่านฟิตรูปร่างสวยต้อนรับลมร้อน กับท่าออกกำลังที่ง่าย แต่ท้าทายความสามารถที่ทำได้ทั้งผู้ชาย และผู้หญิง ที่สำคัญคือ ทำได้ทุกที่ เพราะไม่มีอุปกรณ์ใดๆ นอกจากแผ่นเล่นโยคะ (Yoga mat) หากมีกันอยู่แล้วที่บ้านนะคะ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรค่ะ ทำกับพื้นเรียบๆ เลยก็ไม่มีปัญหาค่ะ
 
             ท่านี้ทุกๆ คนคงคุ้นชื่ออยู่แล้ว คือท่าแพลงค์ (Plank) นั่นเองค่ะ แต่จะทำอย่างไรให้ถูกวิธีเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด มาลองทำไปพร้อมๆ กันเลยนะคะ เริ่มจากนอนคว่ำทำท่าเหมือนว่ากำลังจะวิดพื้น เหยียดขาตรง ใช้นิ้วเท้ายันพื้นไว้ราวกับว่ากำลังยืนเขย่งเท้าอยู่ แต่แทนที่จะยืนเป็นแนวตั้ง ให้โน้มลำตัวนอนลงมา แล้วใช้แขนทั้งสองข้างช่วยรับน้ำหนักด้านหน้า โดยงอแขนใช้ข้อศอก และแขนท่องล่างยันพื้นเอาไว้ ศีรษะอยู่ในตำแหน่งเดียวกับลำตัว สายตาจะมองลงที่พื้น หรือมองด้านหน้าก็ได้ค่ะ เมื่อทำท่าได้ครบตามนี้แล้วอย่าเผลองอขานะคะ ตรวจดูให้แน่ใจว่าขาทั้งสองข้างกำลังเหยียดตรงอยู่ค่ะ ระวังอย่าให้ก้นกระดกขึ้น หรือหย่อนลงนะคะ ให้อยู่แนวเดียวกันกับลำตัว เป็นอันเรียบร้อย คุณผู้อ่านกำลังทำ ท่าแพลงค์ (Plank) ได้อย่างสวยงาม และถูกต้อง สำหรับผู้ชายจะสามารถทำท่านี้ได้อย่างง่ายดาย และคงอยู่ในท่านี้ได้นานกว่าผู้หญิง เพราะฉะนั้นให้หยุดทำเมื่อรู้สึกว่าคงอยู่ในท่านี้ไม่ไหวแล้ว ส่วนผู้หญิงขออย่างน้อยที่สุด 10 วินาทีค่ะ เมื่อครบแล้ววางเข่าลงกับพื้นเป็นการพักค่ะ พร้อมแล้วทำเซตต่อไปกับเลยค่ะ จะลองเพิ่มเป็น11วินาที ในเซตที่สอง และ 12 วินาที ในเซตที่สาม ให้ท้าทายความสามารถขึ้นอีกนิดค่ะ เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ จะสามารถทำได้ถึง 30 วินาที ได้อย่างสบายๆ ทำท่าแพลงค์ (Plank) แบบนี้วันละ3 เซต จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรงให้กับส่วนที่คุณผู้อ่านรู้สึกว่าเกร็งในขณะแพลงค์ ซึ่งก็คือ ทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะหน้าท้อง แขนท่อนบน และหลังท่อนบนค่ะ
 
             ออกกำลังกายกันจนเหนื่อยแล้ว“สุขภาพดี บาย มิ้งค์”มีเครื่องดื่มเย็นๆ ที่มีประโยชน์ เหมาะสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญในเรื่องรูปร่าง และสุขภาพ มาแนะนำ สำหรับเตรียมไว้ดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นหลังจากออกกำลังกายมาเหนื่อยๆ เครื่องดื่มนี้เป็นเครื่องดื่มที่ทุกคนรู้จักกันดี แต่จะนำมาดัดแปลงนิดหน่อยให้หอม และชื่นใจกว่าเดิมค่ะ อากาศที่เริ่มจะร้อนอบอ้าวในขณะนี้คงทำให้หลายๆ คน เหนื่อยล้าได้ง่ายขึ้น น้ำเก๊กฮวยที่เราชอบดื่มกันนั้นนอกจากจะอร่อยแล้วยังช่วยดับกระหายได้ดี เพราะมีสรรพคุณในการดับพิษร้อน จึงช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย และช่วยแก้ร้อนในได้เป็นอย่างดีด้วยค่ะ
 
             มิ้งค์ลองผสมลาเวนเดอร์เข้าไป ปรากฏว่าสีสันชวนน่าดื่ม กลิ่นและรสชาติก็เข้ากับเก๊กฮวยได้เป็นอย่างดี จึงนำมาบอกต่อกันค่ะ ลาเวนเดอร์นอกจากจะช่วยในการผ่อนคลาย เพราะมีคุณสมบัติในการช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจแล้ว ยังช่วยลดปริมาณแบคทีเรียที่ไม่ดีในกระเพาะอาหารของเรา ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อผสมลาเวนเดอร์เข้ากับอาหาร หรือเครื่องดื่มใดๆ ก็ตาม จะช่วยเพิ่มคุณค่าทางอาหารให้เพิ่มมากขึ้น กลิ่นหอมของลาเวนเดอร์ยังช่วยบำบัดจิตใจให้รู้สึกสบาย คลายจากความตึงเครียดอีกด้วยค่ะ เครื่องดื่มแก้วนี้ไม่ธรรมดาเลยนะคะ ยังใช้เป็นอโรมาเธอราพีได้อีกด้วย
 
             วิธีทำเครื่องดื่มเก๊กฮวยลาเวนเดอร์ก็ไม่ยากเลยค่ะ เพียงแค่ผสมดอกเก๊กฮวย 3 ช้อนโต๊ะ กับดอกลาเวนเดอร์แห้ง 1 ช้อนโต๊ะ ใส่น้ำตาลทรายแดงตามความชอบ ใส่น้ำตามลงไปประมาณ 4 ถ้วยตวง ต้มในหม้อให้เดือด ทิ้งไว้สักครู่จนสีเหลืองสวย เมื่อเย็นแล้วกรองดอกเก๊กฮวย และดอกลาเวนเดอร์ออก จากนั้นเทใส่แก้ว แล้วใส่น้ำเข็งดื่มได้เลยค่ะ เท่านี้ก็จะรู้สึกสดชื่น หายเหนื่อยจากการออกกำลัง หรือความอ่อนล้าจากวันร้อนๆ ขึ้นมาทันทีค่ะ
 
เมล็ดทานตะวัน PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
เสาร์, 14 พฤษภาคม 2016

สุขภาพดีบาย ‘มิ้งค์’ ณัฏฐิ์ประภา : เมล็ดทานตะวัน

 
       หน้าร้อนทีไรนึกถึงภาพทุ่งที่เรียงรายไปด้วยดอกทานตะวัน ดอกไม้รูปทรงมีเอกลักษณ์เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ในนาม “ซันฟลาเวอร์” (Sunflower) นั่นเอง ภายในดอกทานตะวันสีเหลืองสวยเหล่านี้ยังมีประโยชน์ซ่อนอยู่มากมายอยู่ตรงฐานดอก ซึ่งก็คือผลแห้งของทานตะวัน หรือที่เราเรียกกันคุ้นหูว่า “เมล็ดทานตะวัน” อาหารว่างยอดนิยมที่รับประทานได้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ถือเป็นอาหารสุขภาพชั้นดีที่รับประทานเปล่าๆ ก็เพลิน หรือนำไปประกอบอาหารก็ได้ทั้งอาหารคาว และหวาน เพียงนำไปโรยหน้าสลัดจานโปรดก็จะเพิ่มคุณค่าทางสารอาหาร ทำให้สลัดสีสันดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น หรือจะนำไปอบกับมัฟฟิ่น หรือเค้ก หรือคุ้กกี้ ก็อร่อยเช่นกัน

เมล็ดทานตะวันอุดมไปด้วยวิตามินอี และสารแอนตี้ออกซิเดนท์ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เนียนสวย ไร้ริ้วรอย แลดูอ่อนเยาว์ อีกทั้งยังทำให้เส้นผมมีสุขภาพดีเงางาม นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยกรดไขมันไลโนเลอิค (Linolenic Acid) ที่ช่วยไม่ให้เกล็ดเลือดแข็งตัวที่สำคัญช่วยลดคอเลสเตอรอล ประโยชน์ของเมล็ดทานตะวันยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ นอกจากจะช่วยบำรุงเส้นผม และผิวพรรณแล้วเมล็ดทานตะวันแสนอร่อยยังมีสรรพคุณในการบำรุงตับ ไต ลดไขมันในหลอดเลือด ลดความดันโลหิต ดีต่อระบบสืบพันธุ์ และยังช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่อวัยวะภายในร่างกายอีกด้วย มีข้อควรระวังในการจัดเก็บ และการเลือกซื้อเมล็ดทานตะวันนิดหน่อย เมล็ดทานตะวันที่เหมาะแก่การรับประทานนั้นเปลือกหุ้มเมล็ดควรจะเป็นสีเทา ถ้าเป็นสีเหลือง หรือสีน้ำตาลนั้นแปลว่าเริ่มเก่าแล้ว ลองดมกลิ่นดูสักนิดก่อนซื้อว่ามีกลิ่นเหม็นหืนหรือไม่ เมื่อซื้อมาแล้วถ้ารับประทานไม่หมดก็จะต้องเก็บเมล็ดทานตะวันไว้ในกล่องที่มีฝาปิดอย่างดีเพื่อที่อากาศจะได้ เข้าไปไม่ได้ ทางที่ดีควรจะซื้อแต่พอดีปริมาณไม่มากไปจะได้ไม่ต้องเก็บไว้นาน
วันนี้มิ้งค์มีสูตร “เบลเจี่ยนวาฟเฟิลเมล็ดทานตะวัน” มาฝาก ขนม หรืออาหารเช้าแสนอร่อยที่มีส่วนผสมเป็นเมล็ดทานตะวัน ที่เลือกทำเบลเจี่ยนวาฟเฟิลเพราะมีส่วนผสมของยีสต์ทำให้ฟูสวย คงรูปได้นาน สิ่งที่ต้องเตรียม ได้แก่ น้ำอุ่น 1 ถ้วยตวง แป้งอเนกประสงค์ 3 ถ้วยตวง เกลือ ½ ช้อนชา นม 1 ถ้วยตวง เนยจืด (ละลายแล้ว) 1 ก้อน ไข่ไก่ขนาดใหญ่ 2 ฟอง (แยกไข่แดง และไข่ขาว) วานิลลาสกัด ½ ช้อนชา ยีสต์ จำนวน 1 ½ ช้อนชา และส่วนผสมที่สำคัญที่สุด เมล็ดทานตะวัน เริ่มจากเตรียมส่วนผสมให้พร้อม ละลายเนยจืดในหม้อจนเป็นเนื้อเหลว ในบางครั้งเพื่อความรวดเร็วจะนำเนยก้อนใส่ถ้วยแล้วนำไปอุ่นในไมโครเวฟจนละลายก็ได้ แยกไข่แดง และไข่ขาวใส่ถ้วยเตรียมไว้ ในชามเล็กละลายยีสต์ด้วยน้ำร้อน ในชามใหญ่ผสมแป้งอเนกประสงค์ และเกลือเข้าด้วยกัน แล้วเทยีสต์ที่ละลายน้ำแล้วลงไป ใส่นม เนยที่ละลายเตรียมไว้ ไข่แดง และวานิลลาสกัดลงไปตีส่วนผสมทุกอย่างให้เป็นเนื้อเดียวกัน ในอีกชามหนึ่งตีไข่ขาวให้ขึ้นฟูแล้วนำไปตะล่อมใส่ในส่วนผสมชามใหญ่ ผสมเมล็ดทานตะวันเข้าไป ปั้นแป้งเบลเจี่ยนวาฟเฟิลเป็นทรงกลมเท่าๆ กัน เปิดที่ทำวาฟเฟิลอุณหภูมิปานกลาง ทาน้ำมันเพื่อไม่ให้แป้งติด วางแป้งเบลเจี่ยนวาฟเฟิลตรงกึ่งกลางของแต่ละช่องของเครื่องทำวาฟเฟิลปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที ถ้าไม่แน่ใจสามารถคอยเปิดฝาขึ้นมาดูได้ ทำต่อจนครบ เสิร์ฟพร้อมเบอร์รี่สดชนิดต่างๆ คราวนี้มิ้งค์ใช้บลูเบอร์รี่ และราสเบอร์รี่ จะโรยหน้าเพิ่มด้วยเมล็ดทานตะวัน รับประทานเป็นอาหารเช้า อาหารว่าง หรือเป็นขนมหวานแสนอร่อยที่อุดมไปด้วยประโยชน์ก็ได้เช่นกันค่ะ

 
ควันไฟก่อมะเร็ง PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
เสาร์, 14 พฤษภาคม 2016

รู้ทันมะเร็ง : ควันไฟก่อมะเร็ง : โดย...นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ

 
       เป็นเรื่องน่าเศร้าใจประจำเทศกาลหมอกควันไฟใน 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน แต่ปีนี้หนักกว่าทุกปีตรงที่มีอภิมหาภัยแล้งมาร่วมสังฆกรรมด้วย ทั้งไฟจากคนเผา ไฟป่าตามธรรมชาติ ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทำเอาร้อนตับแตกกันทั่วประเทศ พายุลูกเห็บพายุฤดูร้อนที่ไม่ค่อยจะเกิดในบ้านเรา ก็เกิดบ่อยขึ้น ยิ่งนับวันปัญหานี้ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นๆ ต่อเนื่องมาเป็นสิบปีแล้ว ถ้าไม่ทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราว เช่น ทำฝายกักเก็บน้ำ ขุดบ่อเก็บน้ำทุกหมู่บ้าน ปลูกป่ากันเป็นเรื่องเป็นราว ลงโทษคนตัดไม้เผาป่าด้วยโทษขั้นสูงสุด เราคงได้เห็นทะเลทรายในบ้านเราในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเป็นแน่แท้
 
       วกกลับมาเรื่องควันไฟที่เป็นปัญหาเรื้อรังในภูมิภาค มีทั้งก๊าซพิษและฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว เริ่มจากก๊าซพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ จริงๆ แล้วยังมีมากมายอีกหลายตัวที่ตามมาจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ที่สำคัญที่เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ก็คือ สารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนหรือสารพีเอเอช ที่หากได้รับสารพิษนี้อย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นสาเหตุของมะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งผิวหนัง มะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะอาหาร นอกจากนั้นยังมีฝุ่นละอองที่มีผลแบบเฉียบพลัน ทำให้เกิดการระคายเคืองของระบบทางเดินหายใจ ดวงตา ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการไอ เจ็บคอ หอบหืด แสบจมูก แสบหู แสบตา ผิวหนังอักเสบ นอกจากนั้นพวกโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น ไอเรื้อรัง โรคภูมิแพ้ โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง โรคไซนัสอักเสบยังตามมาถามหาอย่างต่อเนื่อง ชาวเหนือที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยง แม้ว่าจะหลีกเลี่ยงได้ลำบากก็ตาม เพราะทุกคนต้องหายใจกันทั้งนั้น ถึงแม้จะใส่หน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่นแล้วก็ตาม ก็ป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กจิ๋วไม่ค่อยจะอยู่ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ใส่อะไรป้องกันเลย
 
       ปัญหาเรื่องควันไฟตอนนี้ก็ได้รับความสนใจมากขึ้น ทั้งหน่วยงานของรัฐคือ สำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ ที่มีเว็บไซต์คอยติดตามรายงานสถานการณ์และคุณภาพอากาศประเทศไทยทุกวันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ขณะนี้มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือตอนนี้มีการรวมตัวของคนในพื้นที่ ออกมาช่วยกันรณรงค์แสดงพลังของประชาชนกันมากขึ้น เป็นการรวมพลคนเหนือไม่เอาหมอกควัน ที่ทำให้เกิดความตระหนักรู้โทษภัยของควันไฟ ไม่ใช่รู้แล้วแต่นิ่งดูดาย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเท่านั้น นับเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับชุมชนอื่นๆ ในการแก้ปัญหาโดยประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงครับ
 
งดข้าวเช้า...กลับตายเร็ว PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 0
อาทิตย์, 01 พฤษภาคม 2016


พูดกันมานานและฝังใจกันมาตลอดว่าอาหารเช้าเป็นมื้อสำคัญที่สุด ในแง่ของการคุมน้ำหนัก แจ่มใส ทนงาน ไม่ล้า และลดความเสี่ยงต่อการเกิดความดันสูง โรคหัวใจ ไขมันสูง เบาหวาน เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตาม หลักฐานเชิงประจักษ์ตัวเป็นๆที่จะแสดงให้เห็นคุณงามความดียังไม่เป็นที่ชัดเจน จวบจนกระทั่งมีรายงานหลักฐานจากการศึกษาที่ญี่ปุ่นตีพิมพ์ในวารสารโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke 2016) แสดงให้เห็นชัดว่า ถ้าไม่กินตอนเช้า จะเสี่ยงต่อการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ทั้งจากเส้นเลือดแตกและตันในสมอง รวมทั้งโรคหัวใจ

การศึกษานี้ติดตามคนญี่ปุ่น 82,772 ราย เป็นชาย 38,676 ราย และหญิง 44,096 ราย โดยมีอายุระหว่าง 45-74 ปี ตามไปตั้งแต่ปี 1995 จนถึงปี 2010 โดยที่เริ่มแรกผู้เข้าร่วมการศึกษาไม่มีโรคหัวใจหรือมะเร็ง และจำแนกแจกแจงการกินอาหารเช้าจากกินอาทิตย์ละ 0-2, 3-4, 5-6 วัน และกินทุกวัน

ทั้งนี้มีการประเมินปัจจัยต่างๆ ทั้งชนิดของอาหาร ปริมาณ ส่วนประกอบ และพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เล่นกีฬา มีความเครียดระดับใด สูบบุหรี่ ดื่มแค่ไหน นอนหลับพักผ่อนเพียงพอหรือไม่ เป็นคนใช้แรงงาน และอยู่โดดเดี่ยวคนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัว และประเมินน้ำหนักตัว ดัชนีมวลกายรวม การเกิดความดันสูง เบาหวาน ระหว่างที่ติดตามการศึกษา ระดับไขมัน การใช้ยาความดัน ยาลดไขมัน ยาเบาหวาน และอื่นๆ

เมื่อสิ้นสุดการศึกษาในปี 2010 รวมการติดตามทั้งหมดเป็น 1,050,030 คน-ปี จากประชากรศึกษา 82,772 ราย ทั้งนี้มีเพียง 7% (5,839 ราย) ที่ติดตามได้ไม่ครบ 15 ปี พบว่ามีอุบัติการณ์ของโรคเส้นเลือดหัวใจ 4,642 โรคอัมพฤกษ์ 3,772 ราย (เส้นเลือดสมองแตก 1,051 ตกเลือดในเยื่อหุ้มสมอง 417 และเส้นเลือดตันในสมอง 2,286 ราย) และมี 870 รายที่เกิดเส้นเลือดหัวใจตีบและเสียชีวิตทันที

ที่น่าสนใจคือ เป็นความจริงที่อาหารเช้ามีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงการเกิดโรค โดยถ้ากินบ่อยครั้งหรือทุกวันในหนึ่งอาทิตย์ กลับปลอดโรคมากขึ้น

ทั้งนี้โดยที่เมื่อปรับเกณฑ์ต่างๆเข้าด้วยกันของ อาหาร น้ำหนัก ยาที่ใช้ โรคที่เป็น การออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ ปริมาณผัก ผลไม้ ปลา เต้าหู้ นม ถั่ว ไขมันอิ่มตัว ปริมาณกากใย ไฟเบอร์ และแม้แต่ปริมาณเกลือโซเดียมก็ตาม ยังพบว่าการที่ไม่กินอาหารเช้าหรือยิ่งอดบ่อยกลับมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับความเสี่ยงของโรคทั้งหลายทั้งปวง

กลไกที่เกี่ยวข้องอาจจะอธิบายจากการที่คนอดอาหารจะมีความดันขึ้นสูง โดยเฉพาะในช่วงเช้ามืดและเป็นเวลาเดียวกับที่เส้นเลือดสมองชอบแตก ทั้งนี้จะเกี่ยวเนื่องจากความเครียดที่ส่งผลจากสมองส่วนไฮโปธาลามัส (Hypothalamus) ลงมาต่อมใต้สมอง และลงมายังต่อมหมวกไตหรือไม่อาจจะยังบอกไม่ได้

แต่ถ้าอธิบายจากระบบนี้จะมีสารสื่อสมองหลายตัว รวมทั้งฮอร์โมน สเตียรอยด์ด้วย ซึ่งส่งผลถึงความดันและเส้นเลือด

การศึกษานี้น่าสนใจตรงที่เป็นคนเอเชียด้วยกันและอาจจะใกล้เคียงคล้ายคลึงบ้างกับคนไทยและที่น่าแปลกอีกประการคือ ในฝรั่ง ถ้าไม่กินข้าวเช้าดูจะเกิดหัวใจวายมากกว่าโรคทางสมองอย่างในคนญี่ปุ่น ทั้งนี้โดยที่เส้นเลือดแตกจะสูงกว่าเส้นเลือดสมองตีบด้วยซ้ำ การศึกษานี้ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่น ดังนั้นคงไม่มีการโปรโมตใดๆที่เกี่ยวกับการค้า และไม่เกี่ยวข้องชัดเจนกับการกินอาหารสุขภาพชนิดใดๆ แม้ว่าถ้ากินผัก ผลไม้ กากใย ถั่ว เป็นหลักด้วย

ผลประโยชน์น่าจะยิ่งมากขึ้น ร่วมกับการไม่อดมื้อเช้า

คราวนี้คงพูดได้ อาหารเช้าสำคัญแค่ไหนและน่าจะเริ่มเป็นบรรทัดฐานของการมีชีวิตสุขภาพที่ไม่ได้เพ่งพิจารณาถึงชนิดและส่วนประกอบของอาหารว่าต้องเพิ่มปลา ผัก ผลไม้ กากใยแต่อย่างเดียว เพราะแม้แต่คนไม่ยอมอดข้าวเช้า และพลังงานที่กินเข้าไปเป็นจำนวนแคลอรีต่อวันมากกว่า แต่กลับหุ่นสวยได้สัดส่วน โดยที่มีแนวโน้มที่จะมีชีวิตเป็นสุข นอนหลับเต็มอิ่มระหว่าง 6-8 ชั่วโมง

และถึงแม้จะมีความดัน ไขมันสูงก็สามารถคุมด้วยยาได้อย่างหมดจด ทั้งนี้มีลักษณะสุขภาวะที่น่าสนใจอีกประการ คือ คนไม่อดข้าวเช้า ไม่ได้อยู่คนเดียว อยู่รวมเป็นครอบครัว และเป็นคนใช้แรงงานทำป่าไม้ จับปลา ทำการเกษตรเป็นส่วนมาก แม้ว่ากระบวนการทางสถิติจะปรับตัวแปรเหล่านี้ออก โดยชูการไม่อดข้าวเช้าเป็นประเด็นสำคัญของการไม่มีโรค แต่หมอคิดว่าการหล่อหลอมครอบครัวให้มีความสุขร่วมกัน และเริ่มวันใหม่ที่สดใส อาจเป็นหัวใจหลักครับ.


ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

 

 

 

 
เฟี้ยวฟ้าวมะพร้าวหอม! ลองเปลี่ยนมาติด 'น้ำมะพร้าว' 
แทนน้ำอัดลมดูสิ …รับรองชีวิตดี! PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 0
เสาร์, 30 เมษายน 2016


ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าทุกครั้งที่เริ่มกระหาย หรือรู้สึกเหนื่อยขึ้นมา ก็จะนึกถึง “น้ำผสมน้ำตาล” เป็นอันดับแรกๆ และประเด็นเลยก็คือ หลายคนก็ “ติด” ซะด้วยสิ! ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่า ถ้าดื่มมากๆ จะมีผลเสียต่อร่างกายขนาดไหน แต่หลายคนก็ยอมแลก…เพราะดื่มแล้วรู้สึกเฟรช!


แต่…จะดีกว่ามั้ย? ถ้ามีเครื่องดื่มที่ให้ทั้ง “ความเฟรช” และ “ความฟิน” 

ซึ่งไม่ว่าใคร…ก็จะต้องติดใจไปกับรสชาติแน่นอน และเครื่องดื่มชนิดนี้ก็คือ “น้ำมะพร้าว” นั่นเอง

แล้วเจ้าน้ำมะพร้าว “ดียังไง…ดีกับใคร” ทำไมถึงต้องดื่ม ไปดูเล้ย!




เห็นแล้วใช่มั้ยล่ะว่า “น้ำมะพร้าว” มีประโยชน์มากแค่ไหน แถมยังเหมาะกับทุกเพศ ทุกวัยอีกต่างหาก ซึ่งตอนนี้เราไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำมะพร้าวจากลูกเสมอไปแล้ว เพราะมีน้ำมะพร้าวที่ทำให้คุณสะดวกในการดื่ม ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือกำลังทำอะไรอยู่ อย่าง “Malee COCO” น้ำมะพร้าวแท้ 100% ที่ให้รสชาติ และความสดชื่น เหมือนกับได้ดื่มน้ำมะพร้าวจากต้นเลยทีเดียวล่ะ ฟินสุดๆ ไปเลยยยยย :D

ขอบคุณข่าวจากไทยรัฐ

 
ประโยชน์ของการนอนเร็วก่อน 4 ทุ่ม PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
พุธ, 26 สิงหาคม 2015
" ประโยชน์ของการนอนเร็วก่อน 4 ทุ่ม "



โดย นพ.กฤษดา เล่าให้ฟังถึงผลเสียของการนอนดึกว่า ทำให้ 5 อวัยวะหลักเสื่อมเร็วขึ้นดังนี้
(1)"สมอง" 
(2)หัวใจ 
(3)หลอดเลือด
(4)ต่อมไร้ท่อ 
(5)ภูมิคุ้มกันร่างกาย

ถ้าปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตมาเป็นคนนอนเร็วขึ้น ก่อน4 ทุ่มก็จะช่วยให้มีสุขภาพดีขึ้นถึง 9 ประการ

1. สมองสร้างเคมีฯที่มีประโยชน์กับอวัยวะต่างๆของร่างกาย สมองเป็นส่วนสำคัญในการแจกงานให้อวัยวะต่าง ๆ แม้แต่เวลานอนก็ยังทำให้ร่างกายได้รับ เคมีนิทรา (เมลาโทนิน), เคมีสุข (ซีโรโทนิน),ฮอร์โมนเพศและเคมีหนุ่มสาว(โกรทฮอร์โมน)แถมยังมีเคมีบำรุงออกมาควบคุมระบบในตัวเราให้ทำงานราบรื่น ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น ทำให้ดูอ่อนเยาว์ สร้างเกราะป้องกันอาการป่วยได้ด้วย

2. สมองมีความจำดีขึ้น การศึกษาจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ระบุว่า คนที่นอนหลับได้แค่ราว 4 ชั่วโมงต่อคืน ติดต่อกันนาน ๆ มีผลต่อความจำและสมาธิมากขึ้น นั่นก็เพราะเวลาเรานอน สมองจะมีกลไกช่วยจัดระเบียบคล้ายกับการแยกอีเมลขยะออกไป แต่ถ้าเราอดนอน เราจะรู้สึกมึน ลืมง่าย หรือไม่ก็ลิ้นพันกัน คิดอย่างพูดอย่าง

3. คุมความดันโลหิตได้ การนอนหลับเร็ว จะช่วยให้ระบบประสาทอัตโนมัติทั้งหลาย และกลไกทางชีววิทยาที่เป็นเหมือนฟันเฟืองขนาดจิ๋วทำงานซับซ้อนช่วยควบคุมหัวใจ และความดันโลหิตให้สงบลง ไม่แกว่งขึ้นลงง่ายเหมือนกับตอนตื่นนอน

4. ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนสึกหรการนอนไวช่วยซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอ ช่วยให้สมองได้พักผ่อน กล้ามเนื้อคลาย ตัว หัวใจสงบขึ้น ความดันลดลง

5. ได้ล้างพิษ เวลาที่เรานอนจะเป็นช่วง เวลาที่อวัยวะอย่าง ตับ ไต ลำไส้ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ช่วยล้างพิษทำงานได้ดีขึ้น

6. ไม่อ้วนง่าย การนอนเร็วช่วยคุมน้ำหนัก ตัวได้ดีกว่า อีกทั้งยังกระตุ้นเตาเผาใน ร่างกายให้ทำงานได้ดี ช่วยให้ไม่อ้วนง่าย ไม่สร้างเคมีเก็บไขมันมากด้วย

7. มีสุขภาพดีขึ้น  ถ้าเรานอนให้เร็วขึ้น เรา จะได้นอนอย่างเต็มอิ่ม ร่างกายและสมอง ได้พักผ่อน ความจำดี มีสมาธิ มองอะไร ก็มีความสุขได้ง่ายขึ้น

8. โรคไม่กำเริบ การนอนไวไม่เสี่ยงต่อโรค กำเริบโดยเฉพาะโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ความดันสูง เบาหวาน ภูมิแพ้ โรคเครียดซึมเศร้า และโรคมะเร็ง

9. ชะลอความแก่ นอนตั้งแต่หัวค่ำ เพราะ แค่นอนก็ช่วยเสริมสร้างความหนุ่มสาว และช่วยให้หลับสนิททั้งหลายไม่ทำร้ายร่างกายก่อนวัยอันควร จึงป้องกันความเสื่อมชรา
 
อย่ามองข้ามประโยชน์ดีๆ จากการทานน้ำตาลกันนะคะ PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
พุธ, 24 กันยายน 2014

 

สาวๆ ทราบกันไหมคะว่า น้ำตาลนั้นไม่ได้มีแต่ข้อเสียในเรื่องของการทานแล้วทำให้คุณดูอ้วนหรือน้ำหนักเกินแค่เพียงอย่างเดียว แต่ถ้าหากคุณทานได้ในปริมาณที่เหมาะสมแล้วล่ะก็ น้ำตาลนั้นมีประโยชน์ดีๆ ต่อร่างกายของคุณไม่แพ้อาหารประเภทอื่นๆ เช่นกัน ซึ่งประโยชน์จากน้ำตาลต่อสุขภาพที่เรากำลังพุดถึงนี้จะมีอะไรบ้างนั้น เราลองมาดูกันดีกว่าค่ะ

เพิ่มความกะปรี้กะเปร่า

น้ำตาลนั้นเป็นสารให้ความหวานที่มอบพลังงานให้แก่ร่างกาย โดย 1 กรัมจะให้พลังงาน 4 แครอลี่ ดังนั้นเมื่อร่างกายได้รับความหวานจากน้ำตาลก็จะทำให้รู้สึกสดชื่นและกะปี้กะเป่ามากยิ่งขึ้นค่ะ

เพิ่มพลังการทำงานให้ระบบต่างๆ ในร่างกาย

การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายรวมไปจนถึงเนื้อเยื่อต่างๆ จำเป็นต้องใช้พลังงานจากน้ำตาลทั้งสิ้น เช่น การขับปัสสาวะ ระบบย่อยอาหาร การหายใจ และการไหลเวียน ล้วนต่างก็ต้องใช้ความร้อนจากน้ำตาล แม้แต่การคลอดบุตรก็ด้วย ตั้งแต่เด็กเป็นทารก ในน้ำนมของแม่ก็ยังมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ดั้งนั้นจะพูดง่ายๆ ก็คือ 70% ของการเคลื่อนไหวในชีวิตเราล้วนมาจากน้ำตาลทั้งนั้น แล้วเราจะขาดน้ำตาลไปได้อย่างไร

เป็นอาหารของเนื้อเยื่อในร่างกาย

น้ำตาลกลูโคสเป็นแหล่งอาหารที่จำเป็นของเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะภายในร่างกาย ทำให้ไกลโคเจนในตับเพิ่มมากขึ้น ช่วยทำให้การเผาผลาญเนื้อเยื่อดีขึ้น ซึ่งในขณะที่น้ำตาลในเลือดลดน้อยลงนั้น กลูโคสยังช่วยทำหน้าที่กระตุ้นการทำงานของหัวใจได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

ต่อต้านโรคติดต่อ

กลูโคสสามารถทำให้ร่างกายมีความต้านทานต่อโรคติดต่อมากยิ่งขึ้นอีกด้วย สังเกตได้จากการที่กลูโคสถูกนำไปใช้เป็นยาในวงกว้างนั่นเอง

เพิ่มพลังด้วยกลูโคส

เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ในร่างกายต้องการกลูโคสเพื่อเป็นวัตถุในการให้พลังงานและเพื่อสารประกอบประเภทอื่นๆ ดังเช่น สมองต้องการกลูโคสวันละ 110 – 130 กรัม ไตและเม็ดเลือดแดงต้องการกลูโคสเพื่อเป็นอาหาร แม้แต่หัวใจจะทำงานได้อย่างเป็นปกติก็ต้องอาศัยกลูโคสมาทดแทนพลังงานที่สูญเสียไป

ประโยชน์ต่อทารก

แลกโทสแม้จะเป็นประเภทของน้ำตาลที่ไม่มีรสหวาน แต่ให้ประโยชน์ต่อทารกเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยป้องกันจุลินทรีย์ที่จำเป็นในลำไส้ของทารก ทั้งยังช่วยให้ทารกสามารถย่อยและดูดซึมแคลเซียมได้อีกด้วย (แต่ในวัยผู้ใหญ่อาจทำให้ย่อยยากและท้องอืดได้)

TIP : สำหรับปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสมในการทานแต่ละวันนั้นอยู่ที่ประมาณวันละ 6 ช้อนชา ซึ่งถ้าคุณสามารถทานได้ไม่เกินนี้ ก็รับรองได้เลยว่าร่างกายจะได้รับประโยชน์จากน้ำตาลโดยที่ไม่ทำให้อ้วนขึ้นอย่างแน่นอน

ขอบคุณสาระประโยชน์ดีๆ จาก ซาโลร่า

 
ตุลาคม เดือนสำคัญของโลก ทุกชาติให้ระวัง “มะเร็งเต้านม” !! PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 3
อังคาร, 12 ตุลาคม 2010

 

เมื่อเดือนตุลาคมเวียนมาถึงหลาย ๆ คนอาจคิดถึงหลากหลายสถานการณ์สำคัญของบ้านเมืองที่เกิดขึ้นในอดีตที่ได้มี การบันทึกและบอกต่อ ๆ กัน เพื่อให้คนในปัจจุบันนี้ได้ใช้เป็นบทเรียนและระวัง พร้อมทั้งมีการจัดกิจกรรมรำลึกให้จดจำอยู่ในหัวใจของคนไทยตลอดไป ไม่ว่าจะเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516  เหตุการณ์ 6  ตุลาคม 2519 และเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 แต่รู้ไหมว่านอกจากวันสำคัญต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว เดือนตุลาคมของทุกปียังเป็นเดือนที่มีความสำคัญกับผู้หญิงเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นเดือนแห่งการ “รณรงค์เพื่อป้องกันมะเร็งเต้านมโลก”

มะเร็งเต้านมถือเป็นโรคร้ายที่ผู้หญิงทุกคนกลัว เพราะนอกจากต้องเจ็บปวดทรมานแล้ว ในอดีตอาจต้องตัดเต้านมทิ้งอีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้หญิงสูญเสียความมั่นใจเป็นอย่างมาก ส่วนสาเหตุการเกิดมะเร็งเต้านมนั้นอาจมาจากหลากหลายปัจจัย อาทิ พันธุกรรม ที่เชื่อกันว่าสามารถเกิดขึ้นได้ประมาณ 30% นอกจากนี้ยังพบว่าอาจเกิดจากการทานอาหารประเภทที่มีไขมันสูง รวมทั้งความอ้วน ความเครียด เป็นต้น ก็สามารถเป็นต้นตอของโรคนี้ได้

ซึ่งวิธีป้องกันโรคนี้ที่ดีที่สุด คือ การค้นหาโรคตั้งแต่ยังไม่มีอาการ เพื่อจะได้รีบรักษาก่อนที่จะลุกลาม ซึ่งการตรวจเต้านมด้วยตัวเองนั้น สามารถทำได้หลากหลายวิธี อาทิ การสังเกตความผิดปกติของเต้านมขณะที่ยืนหน้ากระจก การใช้ 3 นิ้ว ได้แก่ นิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนาง คลำทั่วทั้งเต้านมและรักแร้ ขณะนอนราบ หรือแม้แต่จะตรวจขณะอาบน้ำก็ได้ ส่วนวิธีการคลำเต้านมสามารถทำได้ 3 วิธี ได้แก่ คลำในแนวก้นหอย โดยเริ่มจากส่วนบนไปตามแนวก้นหอย จนกระทั่งถึงฐานเต้านมบริเวณรักแร้ คลำในแนวขึ้นลง เริ่มจากใต้เต้านมถึงรักแร้ แล้วขยับนิ้วทั้ง 3 คลำในแนวขึ้นและลงสลับกันไปเรื่อย ๆ จนทั่วทั้งเต้านม และการคลำในแนวรูปลิ่ม โดยเริ่มจากส่วนบนของเต้านมจนถึงฐานแล้วกลับสู่ยอดอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ให้ทั่วทั้งเต้านม ทั้งนี้ช่วงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการตรวจเต้านมด้วยตนเอง คือช่วง 7 วันหลังมีประจำเดือน เพราะเต้านมจะไม่ตึงจนเกินไป ทำให้ตรวจง่าย

สำหรับการรณรงค์มะเร็งเต้านมในปีนี้ มีหลายองค์กรร่วมกันแสดงพลังเพื่อให้ผู้หญิงตระหนักถึงภัยจากโรคมะเร็งเต้า นม อาทิ บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายชุดชั้นใน "ซาบีน่า" ที่จับมือกับ เมืองไทยประกันชีวิตและเมืองไทย Smile Club จัดแคมเปญ Sabina Sewing cup Sewing Heart 2010 โดยมีโปรโมชั่น “เป็นมะเร็งก็ยิ้มได้ ซาบีน่า ฝากให้เมืองไทยประกันชีวิตดูแล” หรือ ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่จัดงานรณรงค์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะผู้หญิงในชุมชนแออัด รวมทั้งชมรมรู้เท่าทันมัจจุราชสีชมพู เทศบาลนครขอนแก่น โดยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดกิจกรรมต้านภัยมะเร็งเต้านม เปิดตัวผู้ป่วยกำลังใจดีมีจิตอาสาเป็นแบบอย่างในฐานะทูตรณรงค์มะเร็งเต้านม ประจำปี 2553 เป็นต้น 

จากการที่หลายภาคส่วนช่วยกันรณรงค์เช่นนี้น่าจะกระตุ้นให้ผู้หญิงไทยและ ผู้หญิงทั่วโลกให้ตื่นตัวกับโรคร้ายดังกล่าว ซึ่งการตรวจมะเร็งเต้านมไม่ใช่เรื่องที่ร้ายแรงหรือน่ากลัว ทั้งนี้ รศ.นพ.กฤษณ์ จาฏามระ หัวหน้าศูนย์สิริกิติ์ฯ และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ศูนย์สิริกิติ์ฯ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า การรักษาด้วยการเก็บเต้านมไว้นั้น สามารถทำได้ในเกือบทุกกรณี และ หากใครที่ตรวจเจอมะเร็งเต้านมอย่าตกใจ ให้เข้ามาพบแพทย์เพื่อรักษา เพราะโรคนี้ยิ่งตรวจเจอเร็ว โอกาสหายและดำเนินชีวิตได้ตามปกติก็มีสูงเช่นกัน.

                                                           วันวิสาข์  ดอกเงิน........รายงาน

ขอบคุณข่าวจากเดลินิวส์

 
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 ถัดไป > สุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 40 - 52 จาก 56

RSS Feed by Kalasinnews.com

Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.comSocial Media Links to Kalasinnews.com