Support by Xenmin

Xenmin.com

สถิติเว็บไซต์

Spam Poison
website monitoring
 

ค้นหาข่าวจากระบบทั้งหมด

มุมสุขภาพจิต
ทำขนมปังจากข้าวต้ม PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 0
จันทร์, 16 พฤษภาคม 2016

ใครจะคิดว่าข้าวต้มเหลือ จะเอามาทำขนมปังได้ เก๋ไหมหละคะ คุณเมกุมิเธอคิดได้ เธอว่าวิธีนี้ทำให้ไม่ต้องใส่น้ำตาลเพิ่ม เพราะมีรสหวานธรรมชาติจากข้าวแล้ว แถมช่วยลดการรับประทานแป้งขัดขาวและทำให้กินข้าวได้มากขึ้นด้วย ดีต่อสุขภาพไม่น้อยเชียว

ส่วนผสม (สำหรับ 10 ชิ้น)
เวลาเตรียม 5 นาที ปรุง 45 นาที (รวมเวลาอบ)
ข้าวต้มข้าวกล้อง 1 ถ้วย / แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วย / เกลือ ½ ช้อนชา / งาดำ 1 ช้อนโต๊ะ / ลูกเกด วอลนัท และ แครนเบอรี่แห้ง สับหยาบ อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ และสำหรับแต่งหน้าขนมตามชอบ

วิธีทำ

ผสมข้าวต้มและแป้งลงในเครื่องผสมอาหาร โดยค่อยๆ ใส่แป้งที่ผสมเกลือแล้วลงไป เมื่อส่วนผสมเข้ากันแล้ว ใส่งาดำ แบ่งแป้งผสมผลไม้แห้งและวอลนัท เพื่อทำเป็นสองรสชาติ ใช้ช้อนตักแป้งเป็นก้อนกลมวางบนถาดอบ เรียงจนหมด แต่งหน้าขนมด้วยผลไม้แห้งและวอลนัท แล้วนำเข้าอบที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส 20 นาที และ 170 องศาฯ 20 นาที เมื่อสุกดีแล้วก็พร้อมเสิร์ฟ เนื้อขนมจะแน่นๆ หน่อยแต่อร่อยสไตล์คนรักสุขภาพค่ะ

ขอบคุณข่าวจากไทยรัฐ

 

 
สร้างสรรค์ความสนุกเมนูมื้อเช้าให้ลูกรัก PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 0
จันทร์, 16 พฤษภาคม 2016

สร้างสรรค์ความสนุกเมนูมื้อเช้าให้ลูกรัก

 
          อาหารเช้าในช่วงเวลาที่เร่งรีบ นับเป็นปัญหาที่คุณแม่ยุคใหม่ต้องเผชิญอยู่เป็นประจำ แต่วันนี้พี่หมีโกโก้จากโกโก้ครั้นช์ อาหารเช้าซีเรียล โดย บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ปิ๊งไอเดียสุดเก๋เนรมิตทุ่งข้าวสาลี “โกโก้ครั้นช์ แลนด์” ดินแดนมหัศจรรย์แห่งซีเรียลแสนอร่อยกลางกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก พร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการมาเผยความลับการดูแลลูกน้อย เมื่อเร็วๆ นี้ 
 
          เพชรนภา องค์ตระกูลกิจ นักกำหนดอาหารผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ จากโรงพยาบาลสมิติเวช ให้ความเห็นถึงความสำคัญและผลกระทบของการงดอาหารมื้อเช้าว่า การกินอาหารเช้าเป็นการเติมพลังงานให้แก่ร่างกายหลังจากอดอาหารมาทั้งคืน เพื่อให้ร่างกายพร้อมสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน เป็นการเริ่มต้นกระบวนการเผาผลาญสารอาหารให้เป็นพลังงานที่ร่างกายต้องการ โดยเด็กที่กินอาหารเช้า จะสามารถควบคุมการกินอาหารในมื้ออื่นๆ ได้ดีกว่าเด็กที่ไม่ได้กินอาหารเช้า รวมทั้งมีหลายการศึกษาที่มีผลพิสูจน์ว่า อาหารเช้าช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้ได้ดีขึ้น มีการตื่นตัวในชั้นเรียน การกินอาหารเช้ายังช่วยให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการมีภาวะอ้วนและโรคเบาหวาน
 
          “แม้การรับประทานอาหารเช้าจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ประเภทและสารอาหารที่ร่างกายได้รับก็สำคัญไม่แพ้กัน เด็กที่กินอาหารเช้าที่มีสารอาหารครบถ้วน ได้รับคาร์โบไฮเดรตจากธัญพืช ซึ่งมีวิตามิน ใยอาหาร โปรตีน จะทำให้มีความสนใจและมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานและจำได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการเรียนหนังสือ ส่วนเด็กที่กินอาหารที่ได้ใยอาหาร แคลเซียม และสารอาหารที่จำเป็นอย่างอื่นครบถ้วน ก็จะสามารถควบคุมน้ำหนักตัวได้ดี มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดต่ำ ลดเสี่ยงจากอัตราการเจ็บป่วย ทำให้มีสุขภาพดีและไม่ค่อยขาดเรียน ตรงกันข้ามกับเด็กที่งดอาหารเช้า ซึ่งจะรู้สึกอ่อนเพลีย เฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น ง่วงง่าย ไม่ค่อยมีสมาธิ อารมณ์ไม่ดี หงุดหงิด และมักส่งผลให้เกิดพฤติกรรมเชิงลบ เช่น อาจเลือกกินอาหารที่ไม่ค่อยมีคุณค่าทางโภชนาการ กินอาหารไม่เป็นเวลา ไม่ออกกำลังกาย และมีโอกาสที่จะน้ำหนักเกินหรืออ้วนง่ายกว่าเด็กที่กินอาหารเช้า” เพชรนภากล่าว
 
          ด้าน กรทิพย์ ฐิติธรรมจริยา ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ก็ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเช้าสำหรับเด็กๆ ว่า อาหารเช้าที่ดีนอกจากควรมีสารอาหารครบถ้วน สารอาหารที่ให้พลังงานอย่างคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากข้าว แป้ง และธัญพืช ซึ่งควรเลือกเป็นธัญพืชโฮลเกรน หรืออาหารที่มีส่วนประกอบของโฮลเกรน เพราะธัญพืชโฮลเกรนหรือธัญพืชเต็มเมล็ด คือธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี จึงยังมีส่วนประกอบของจมูกข้าว เนื้อข้าว และเยื่อหุ้มเมล็ดที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายอยู่ครบถ้วน เช่น ข้าวกล้อง ข้าวสาลีเต็มเมล็ด ซึ่งนอกจากจะให้พลังงานแก่ร่างกายแล้ว ยังให้ประโยชน์จากวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร ช่วยให้อิ่มนาน ไม่หิวง่าย ทำให้เด็กๆ มีสมาธิในการเรียน มีพลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ พร้อมสำหรับการเริ่มต้นเช้าวันใหม่อย่างสดใสกระฉับกระเฉงอีกด้วย
 
‘เซ็กส์เซอร์ไซส์’ได้ผลจริงหรือ? PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
อาทิตย์, 15 พฤษภาคม 2016

ศุกร์กับเซ็กส์ : ‘เซ็กส์เซอร์ไซส์’ ได้ผลจริงหรือ? : โดย...รัชดา ธราภาค มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.)

 
       เพศสัมพันธ์ ถือเป็นการออกกำลังกายหรือไม่?
 
       งานวิจัยในยุค 1960 ตอบว่า “ใช่” เพราะจากการตรวจเช็คการทำงานของร่างกาย พบว่า การมีเซ็กส์มีผลให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น จังหวะการหายใจถี่ขึ้น รวมทั้งความดันเลือดเพิ่มสูงขึ้น ผลการวิจัยดังกล่าวทำให้สื่อพากันผลิตบทความ ที่ชี้ถึงคุณประโยชน์ของการมีเซ็กส์ เช่น การนำเสนอจำนวนแคลอรีที่ถูกเผาผลาญจากการมีเซ็กส์ในแต่ละท่วงท่า ในทำนองว่า มีเซ็กส์ช่วยลดความอ้วนได้ด้วย
 
       ผ่านไปเกินครึ่งศตวรรษ คำถามเดียวกันถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง โดยนักวิจัยรุ่นใหม่ตอบโจทย์เรื่องว่าการมีเซ็กส์เท่ากับเป็นการออกกำลังกายจริงหรือไม่ ว่าเป็นได้ทั้ง “ใช่” และ “ไม่ใช่” ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับนิยามคำว่า “การออกกำลังกาย” เป็นสำคัญ
 
       เพราะถ้าคิดแค่ว่า การทำกิจกรรมทางกายใดๆ ที่ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจถี่หอบ หน้าแดงเหงื่อตก ถือเป็นการออกกำลังกาย การมีเซ็กส์ก็อยู่ในหมวดการออกกำลังกาย
 
       แต่ถ้าการออกกำลังกาย ถูกใช้ในความหมายของการเสริมสร้างสมรรถนะของร่างกายในระยะยาว การมีเซ็กส์นับว่าห่างไกลจากนิยามนี้อยู่พอสมควร เพราะถ้าเปรียบเทียบการใช้ร่างกายในการมีเซ็กส์กับออกกำลังกายประเภทต่างๆ การมีเซ็กส์ในช่วงเวลาสั้นๆ ใช้กล้ามเนื้อแค่บางส่วน และขาดความสม่ำเสมอ ย่อมไม่เพียงพอที่จะเสริมสร้างการทำงานให้กับระบบต่างๆ ในร่างกาย ทั้งระบบหายใจ ระบบการไหลเวียนโลหิต โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ ซึ่งถือเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ไม่ต้องพูดถึง “การช่วยตัวเอง” ที่ถ้าเทียบแล้วเท่ากับกิจกรรมทางกายเบาๆ อย่างเดินช้าๆ แค่นั้น
 
       งานวิจัยยังไม่ได้สำรวจและวิเคราะห์ถึงความแตกต่างของคนแต่ละคู่ในการใช้ร่างกายขณะมีเซ็กส์ เพราะแต่ละคู่เมื่อมีเซ็กส์ มักมีการใช้ร่างกายไม่เท่ากัน การที่คนหนึ่งแอ็กทีฟ ขณะที่อีกคนเคลื่อนไหวร่างกายไม่มาก ระดับการเผาผลาญพลังงานยิ่งแตกต่างกันเข้าไปใหญ่
 
       นักวิจัยชี้ให้เห็นว่า แทนที่จะหวังให้การมีเซ็กส์สร้างคุณประโยชน์ต่อร่างกาย มองในทางกลับกัน การออกกำลังกาย ช่วยเสริมการมีเซ็กส์ได้มากกว่าหลายเท่า เช่น ผู้หญิงที่มีอาการปวดท้องน้อยในช่วงก่อนมีประจำเดือน การออกกำลังกายที่มีการบริหารกล้ามเนื้อบริเวณอุ้งเชิงกราน จะช่วยให้อาการปวดในแต่ละเดือนลดลงได้ และยังช่วยให้สามารถควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวได้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มความรู้สึกขณะมีเซ็กส์ได้ดีขึ้นด้วย ส่วนคุณผู้ชาย การออกกำลังกายที่ช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณฝีเย็บแข็งแรง จะช่วยลดปัญหาการหลั่งเร็วได้อย่างเห็นผล
 
       มีคำถามต่อไปอีกว่า แล้วเซ็กส์มีผลต่อการออกกำลังกายหรือไม่ อย่างไร เพราะนักกีฬามักถูกห้ามมีเซ็กส์ในช่วงการฝึกซ้อมก่อนลงแข่งขัน นักวิจัยพบว่า เอาเข้าจริงแล้ว การมีเซ็กส์ไม่กระทบต่อสมรรถนะด้านการกีฬา แต่ถ้ามีเซ็กส์ก่อนลงแข่ง 1-2 ชั่วโมง ร่างกายอาจฟื้นตัวไม่ทัน และไม่เต็มร้อยสำหรับการแข่งขัน
 
       กลับไปประเด็นที่ว่า การมีเซ็กส์ถือเป็นการออกกำลังกายหรือไม่ สรุปว่าน่าจะเป็นแค่กิจกรรมทางกายที่เผาผลาญพลังงานได้ดีกว่านอนนิ่งๆ แต่ไม่สามารถทดแทนการออกกำลังกายที่จะช่วยเสริมสร้างร่างกายให้ความแข็งแรงและต้านทานโรคภัยได้อย่างแน่นอน
 
โรคติดเชื้อผิวหนังที่พบบ่อยในเด็ก VS ผู้ใหญ่ PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
อาทิตย์, 15 พฤษภาคม 2016

How to สุขภาพน่ารู้ : โรคติดเชื้อผิวหนังที่พบบ่อยในเด็ก VS ผู้ใหญ่

 
       โรคติดเชื้อที่แสดงอาการบนผิวหนัง พบได้ทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ แต่ลักษณะของผื่น บริเวณที่เกิดโรค ความรุนแรงแตกต่างกัน โดยเชื้อที่ก่อโรคมี 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ เชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา และปราสิต แบ่งเป็นโรคที่พบบ่อย โดย ศ.พญ. ศรีศุภลักษณ์ สิงคาลวณิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และ ผศ.ดร.พญ.จิตติมา ฐิตวัฒน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมให้ความรู้เรื่องนี้อย่างละเอียด
 
       เริ่มจาก เชื้อไวรัส ก่อให้เกิด “โรคอีสุกอีใส” เกิดจากเชื้อวาริเซลลา-ซอสเตอร์ (varizella-zoster) ติดต่อทางการหายใจ เริ่มจากมีไข้ ขณะเดียวกันก็จะมีตุ่มแดงๆ คัน กระจายไปตามใบหน้า ลำตัว ต่อมาตุ่มแดงเปลี่ยนเป็นตุ่มใสๆ คล้ายหยดน้ำ ต่อมาอีก 2-3 วันก็จะตกสะเก็ด ตุ่มใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผื่นมีหลายแบบอยู่ในคนเดียวกัน ในเด็กผื่นจะน้อย อาการไม่มาก ผู้ใหญ่มักจะมีอาการรุนแรงและมีตุ่มขึ้นมากกว่าเด็ก โดยทั่วไปผื่นหายโดยไม่มีแผลเป็น ยกเว้นติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เมื่อโรคอีสุกอีใสหาย เชื้อไวรัสนี้อาจไปหลบอยู่ที่ปมประสาท เมื่อภูมิคุ้มกันต่อเชื้อต่ำลงจะเกิดโรคงูสวัด ในภายหลังได้
 
       “โรคงูสวัด” เกิดจากเชื้อไวรัสโรคอีสุกอีใสที่ซ่อนอยู่ในปมประสาทเส้นใดเส้นหนึ่ง แบ่งตัวเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบที่เส้นประสาท เชื้อกระจายมาที่ผิวหนังเกิดตุ่มเหมือนอีสุกอีใสขึ้นตามบริเวณที่เส้นประสาทเส้นนั้นไปเลี้ยง ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคงูสวัด คือการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลง จากอายุมากขึ้น โรคมะเร็ง โรคเอดส์ หรือได้รับยากดภูมิ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตามแนวเส้นประสาทนำมาก่อนหรือเกิดพร้อมกับผื่น ผื่นงูสวัดจะเป็นแนวยาวซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายเท่านั้น ไม่พันรอบตัว เพราะเส้นประสาท 1 เส้นเลี้ยงแค่ครึ่งหนึ่งของลำตัว แม้ผื่นงูสวัดหายไปแล้ว ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจมีอาการปวดเรื้อรังบริเวณนั้นไม่หายขาด
 
       “โรคหูดข้าวสุก” ติดต่อโดยการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นโรคหูดข้าวสุก ถึงแม้ว่าโรคนี้จะเป็นโรคที่ไม่อันตรายแต่ก็สามารถติดต่อแพร่กระจายไปยังผู้อื่นได้ ซึ่งจะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนมีสีเดียวกับผิวหนังขนาดต่างๆ กัน อาจพบได้มากกว่า 10 ตุ่มขึ้นไป ตรงกลางตุ่มมักบุ๋ม ภายในตุ่มจะพบสารสีขาวแข็งคล้ายข้าวสุก ตำแหน่งที่พบบ่อยในเด็กจะอยู่ตรงช่วงลำตัว หน้าอก หลัง แขนขา ส่วนผู้ใหญ่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์พบบริเวณอวัยวะเพศ โดยการรักษามีได้หลายวิธีคือ การจี้ไฟฟ้า พ่นไนโตรเจนเหลว ทายา แต่วิธีที่ได้ผลดีที่สุดคือแพทย์จะหนีบเอาตุ่มสีขาวออกให้หมดเพื่อทำลายเชื้อไวรัสภายใน
 
       เชื้อแบคทีเรีย “โรคแผลพุพอง” เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ปกติอยู่บนผิวหนัง แต่เพิ่มจำนวนมากขึ้น แผลเริ่มจากตุ่มหนองหรือตุ่มน้ำใส ต่อมาตกสะเก็ดแห้งสีน้ำผึ้งติดแน่น พบที่หน้า แขน ขา ติดต่อจากแผลไปยังส่วนอื่นๆ โดยการแกะเกา พบในเด็กก่อนวัยเรียน สัมพันธ์กับการไม่รักษาความสะอาด ความชื้น อากาศร้อน ผู้ใหญ่พบน้อยมาก รักษาโดยใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียทา อาจให้ยาปฏิชีวนะรับประทานเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ
 
       เชื้อรา “เกลื้อน” เชื้อเกลื้อนเป็นเชื้อราปกติอยู่บนผิวหนัง ในภาวะความมันและความชื้นเหมาะสม จะเพิ่มจำนวนก่อโรคได้ จึงพบได้บ่อยในช่วงวัยรุ่นถึงวัยกลางคน โดยเฉพาะคนที่มีผิวมัน เหงื่อออกมาก ผิวหนังชื้นอยู่เสมอ พบประปรายในเด็กโตแถวคาง หน้าหู ลักษณะของผื่นจะเป็นวงเล็กๆ เริ่มจากรอบรูขุมขน อาจขยายรวมกันเป็นปื้นใหญ่ บนผื่นจะมีขุยละเอียด ถ้าใช้เล็บขูดจะเห็นขุยชัดขึ้น ผื่นมีได้หลายสี ตั้งแต่สีขาว สีแดงจนถึงสีน้ำตาล พบบริเวณที่มันและชื้น ได้แก่ หน้าอก หลัง ไหล่ ต้นคอและต้นแขน อาจไม่มีอาการหรือคันเล็กน้อย รักษาด้วยแชมพูกำจัดเชื้อรา เช่น 20 เปอร์เซ็นต์ sodium thiosulfate หรือ 2.5เปอร์เซ็นต์ selenium sulfide หรือ ketoconazole โดยทาแชมพูทั่วบริเวณที่มันและชื้น เช่น ลำตัว ต้นแขน ต้นขา ทิ้งไว้ 5-10 นาทีแล้วล้างออก ถ้าฟอกมากเกินไป อาจเกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังได้
 
       ปราสิต "โรคหิด" เกิดจากไรชนิดหนึ่ง ติดต่อโดยการสัมผัสใกล้ชิดผู้เป็นโรค อาการคือ เป็น ตุ่มน้ำใสหรือตุ่มแดง ทั่วตัวแขนขา ผื่นมากบริเวณที่อุ่น ซอกพับ เช่น ง่ามนิ้วมือ ง่ามนิ้วเท้า ข้อมือ ข้อเท้า รักแร้ หัวนม สะดือ ก้น และอัณฑะ ผู้ป่วยคันมากโดยเฉพาะเวลากลางคืน หากเกามากอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ทำให้เป็นตุ่มหนองร่วมด้วย หิดในเด็กพบผื่นหรือตุ่มใสที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้าได้บ่อย และมีตุ่มนูนแดงคันที่อวัยวะเพศ หิดในผู้ใหญ่จะไม่เป็นตุ่มใสและมักไม่พบที่ฝ่ามือฝ่าเท้า ทุกคนในบ้านควรได้รับการรักษาพร้อมกันหมด ถึงแม้จะไม่มีอาการ เพราะบางคนอาจติดหิดแล้วแต่ยังไม่มีอาการก็ได้ โดยทายาตั้งแต่คอลงไปจนถึงปลายเท้าให้ทั่วทั้งตัว โดยเฉพาะบริเวณซอกพับ ยกเว้นศีรษะและหน้า ให้ทายาตอนเย็นหลังอาบน้ำเสร็จ ทายาทิ้งไว้ทั้งคืนถึงเช้าแล้วจึงอาบน้ำล้างยาออก ควรนำเสื้อผ้า ผ้าปู ปลอกหมอน ผ้าห่ม ที่ใช้อยู่ทั้งหมดไปซักในน้ำร้อน
 
       โดยสรุปหากมีผื่นผิวหนัง หรือคันโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่ควรซื้อยามารับประทานหรือยาทาเอง ควรพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง ไม่ควรเกา หรือ แกะ เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนและมีการกระจายของโรคเพิ่มขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังดีที่สุด
 
ว่าด้วยยารักษามะเร็ง PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
อาทิตย์, 15 พฤษภาคม 2016


รู้ทันมะเร็ง : ว่าด้วยยารักษามะเร็ง : โดย ... นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ

 
                            ยังมีออกมาตลอดสำหรับโฆษณาชวนเชื่อขายยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่ชอบอ้างสรรพคุณว่าสามารถรักษาได้สารพัดโรค โดยเฉพาะโรคยอดนิยมอย่างโรคมะเร็งก็อยู่ในอันดับต้นๆ ที่ถูกแอบอ้างถึงมาโดยตลอด ทั้งที่จริงๆ แล้วกว่าจะได้มาซึ่งยารักษามะเร็งแต่ละตัวนั้น ต้องใช้ทั้งเวลาและเงินทุนมหาศาล
 
                            หากจะบอกว่ากว่าจะได้มาซึ่งยาแผนปัจจุบันขนานใหม่ๆ ที่ออกมาใช้รักษาโรคกันสักตัวนั้น ต้องใช้เวลายาวนานถึง 10-15 ปี ยิ่งไปกว่านั้นกว่าจะได้เจ้าสารที่ว่ามีสรรพคุณในการรักษาโรคและสามารถพัฒนาต่อจนเป็นยาได้หนึ่งตัวนั้น มาจากการค้นคว้าวิจัยสารทั้งหมดอย่างน้อยประมาณ 5,000 ตัวที่นำมาทดสอบ แต่ที่น่าตกใจที่สุดก็คือ ค่าใช้จ่ายในการพัฒนายาใหม่หนึ่งตัวนั้นตกประมาณ 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 24,000 ล้านบาท ในแต่ละปีจะมียาใหม่เข้าสู่ตลาดเฉลี่ยประมาณ 30 ตัว ด้วยเหตุผลที่ต้องใช้ทั้งเงินและความมานะอุตสาหะกว่าจะค้นพบยาตัวใหม่ จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมยาตัวใหม่ๆ มันถึงได้ราคาแพงหนักหนา โดยเฉพาะยาเคมีบำบัดที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง
 
                            ขั้นตอนหลักๆ เริ่มต้นจากนักวิจัยต้องเข้าใจการทำงานที่ผิดปกติของร่างกายจนทำให้เกิดโรคนั้นๆ จากนั้นจึงเริ่มค้นหาสารที่มีศักยภาพที่จะนำไปพัฒนาเป็นยาชนิดใหม่ได้ ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การสกัดแยกจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ หรือสมุนไพร การสังเคราะห์สารเคมีหรือสารเลียนแบบสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หลังจากได้สารที่ว่าแล้ว ก็มาศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและพิษวิทยา ขั้นตอนนี้เริ่มจากการศึกษาในหลอดทดลองก่อน ต่อด้วยการศึกษาในสัตว์ทดลองประเภทต่างๆ เช่น ศึกษาว่าสารรักษามะเร็งตัวใหม่สามารถทำลายมะเร็งในหนูทดลองที่ถูกกระตุ้นให้เป็นมะเร็งชนิดนั้นๆ เรียกว่าศึกษากันทั้งแบบนอกร่างกายและในร่างกายว่าสารนั้นดูดซึมและมีการเปลี่ยนแปลงในร่างกายอย่างไร มีพิษอะไรบ้าง เพื่อให้แน่ใจว่าสารนั้นปลอดภัยเพียงพอที่จะทำการศึกษาในมนุษย์ต่อไป จากนั้นก็เป็นขั้นตอนการเตรียมรูปแบบยาที่เหมาะสมที่จะใช้ในทางคลินิก มีการพัฒนารูปแบบยาให้มีความคงสภาพและได้ผลในการรักษา และสามารถนำไปผลิตในเชิงอุตสาหกรรมได้ ขั้นต่อไปก็รวบรวมรายงานการศึกษาทั้งหมดยื่นขออนุญาตต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา คณะกรรมการจริยธรรมเกี่ยวกับการวิจัยในคน เพื่อทำการศึกษาวิจัยในคนต่อไป
 
                            สำหรับการวิจัยยารักษามะเร็งตัวใหม่ๆ นั้น จะทำการศึกษาในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยามะเร็งมาตรฐานขนานอื่นๆ มาแล้ว เพื่อศึกษาว่าเมื่อนำยานั้นมาใช้ในคนป่วยจริงจะได้ผลดีเหมือนในห้องปฏิบัติการหรือในสัตว์ทดลองหรือไม่ ขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลานานและมีหลายระยะย่อยในการศึกษา ที่สำคัญต้องทำการวิจัยในหลายโรงพยาบาลทั่วโลก ใช้ผู้ป่วยเข้าร่วมงานวิจัยจำนวนมาก และท้ายที่สุดคือการศึกษาเปรียบเทียบกับยาเคมีบำบัดสูตรมาตรฐาน จึงสามารถสรุปผลได้ว่ายาเคมีบำบัดตัวใหม่ที่ว่านั้นเหมาะสมกับการรักษามะเร็งประเภทไหน และควรใช้ยาตัวนี้เมื่อใด ซึ่งแท้จริงแล้วในแต่ละขั้นตอนยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก
 
                            ทราบขั้นตอนวิธีการว่ามีเหตุมีผลขนาดนี้แล้ว ผู้ป่วยมะเร็งคนไหนที่คิดจะละทิ้งการรักษามาตรฐาน ยังอยากจะไปทดลองใช้ยาผีบอกหรืออาหารเสริมอยู่อีก ก็ไม่รู้จะช่วยยังไงแล้วล่ะครับ
 
 
ไขปริศนาเซฟเซ็กซ์"ใส่ห่วง-หน้า7หลัง7–เข้าใน หลั่งนอก–ฝ่าไฟแดง" PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 3
อาทิตย์, 26 กันยายน 2010
Pic_113934
ปฏิเสธไม่ได้ว่า กรณีที่ผู้ปลุกปั้น ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ กับแอนนี่ บรู๊ค ออกมาเปิดประเด็นใหม่ว่า “ฟิล์มบอกผมว่า แอนนี่ บอกว่าใส่ห่วง ทำหมันอยู่ปล่อยในได้เลย” ประโยคแห่งปีนี้ต่างหากที่กลายเป็นน้ำมันที่สดลงไปบนกองเพลิง ภายหลังจึงกลายเป็นมหกรรมสาวไส้ใส่กันอย่างกว้างขวางมากมาย

ถ้าไม่นับเรื่องหูเบา อ่อนด้อยทางประสบการณ์ทางเพศ กระทั่งหนุ่ม-สาว “หน้ามืด” คำถามใหญ่ที่หลายคนมองข้าม ก็คือเรื่องเล่าจากผู้ปลุกปั้นนักร้องชื่อดังผู้นี้ กลายเป็นคำถามว่า จริงหรือไม่ที่ “ใส่ห่วง” แล้วฝ่ายชายสามารถ “เสร็จกิจ” ภายใน “น้องน้อยฝ่ายหญิง” ได้ 

นอกจากนี้ยังมีชุดความเชื่อเรื่องเซ็กซ์ผิดๆ อีกมากมายที่หลายคนนำไปทดลอง อาทิเช่น ดื่ม “น้ำอัดลมสีดำ” ยี่ห้อหนึ่งก่อนมีเซ็กซ์แล้วจะทำให้ตัวอสุจิไม่แข็งแรงสามารถ “เสร็จกิจ” ภายในได้โดยไม่ท้อง เรื่องหน้า 7 หลัง 7 เข้าใน-หลั่งนอก ฝ่าไฟแดงแล้วไม่ท้อง เป็นต้น ไทยรัฐออนไลน์ นำความสงสัยเหล่านี้ไปถามผู้เชี่ยวชาญ

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผอ.ศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข หนึ่งในพิธีกรรายการตอบปัญหาสุขภาวะทางเพศชื่อดัง กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจเอาความเข้าใจผิดเรื่องการใส่ห่วง แล้วเสร็จกิจด้านในได้โดยไม่ท้อง 

“จริงๆ การ “ใส่ห่วง” อนามัยเป็นวิธีการคุมกำเนิดแบบหนึ่งที่มีมาตรฐานเพื่อไปดักตัวอ่อนของเชื้อ ซึ่งยอมรับได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเมื่อใส่ห่วงแล้วจะไม่มีสิทธิ์ในการตั้งครรภ์ 100 % ซึ่งหากใส่ห่วงแล้วเกิดตั้งครรภ์ส่วนใหญ่แพทย์จะไม่ปล่อยให้อุ้มท้องเพราะว่าเด็กมีความเสี่ยงต่อการแท้ง ข้อที่พึงระวังก็คือไม่ว่าการใส่ห่วงนั้นจะไม่ได้ช่วยป้องกันโรค ถ้าผู้ชายไม่สวมถุงยางอนามัย ดังนั้นห่วงจึงเหมาะกับคู่ที่เป็นสามีภรรยา แต่ถ้าเป็นคู่ที่มีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมแพทย์จะไม่สนับสนุน เพราะไม่ได้ช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากเพศสัมพันธ์”

ความเชื่อเรื่องมีเพศสัมพันธ์ก่อนมีประจำเดือน 7 วัน และหลังมีประจำเดือนแล้ว 7 วัน คุณหมอชื่อดังอธิบายว่า หน้า 7 หลัง 7 ถือเป็นช่วงที่ปลอดภัย ไม่มีการตกไข่ก่อนและหลังรอบเดือน ซึ่งจะไม่เกิดการตั้งครรภ์ 

“แต่มีข้อจำกัดว่าถ้ารอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มันก็จะคลาดเคลื่อนได้ ซึ่งก็ต้องระมัดระวัง และบางคนก็ขี้ลืมด้วย เรื่องหน้า 7 หลัง 7 ถ้าผู้หญิงนับวันตกไข่ได้แม่นยำมันก็สามารถช่วยไม่ให้เกิดการตั้งท้องได้”

ผอ.ศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 ของกรมสุขภาพจิต อธิบายความเชื่อเรื่อง เข้าใน - หลั่งนอกว่าการมีเซ็กซ์แบบไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกัน แล้วพอถึงจุดสุดยอดจึงรีบหลั่งนอกหลังการสอดใส่แล้วไม่ท้องนั้นเป็นความเชื่อที่ผิดมาก เพราะตัวอสุจิมันไม่ได้เคลื่อนตัวแค่ตอนถึงจุดสุดยอดอย่างเดียว มันสามารถเล็ดลอดออกมาได้ตั้งแต่ช่วงแรกที่เริ่มสอดใส่แล้ว ต่อให้มีการหลั่งอสุจิมากๆ ภายนอกยังไงก็ท้องได้เหมือนกัน ไม่ต่างกันเลย และวิธีนี้ไม่ใช่การคุมกำเนิดด้วย

“นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเรื่อง “เข้าไม่สุด- หลั่งนอก” นั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดการสอดใส่ไม่ว่าจะเข้าไปสุดหรือไม่ก็เกิดการท้องได้ เพราะช่องคลอดของผู้หญิงมันไม่ใช่ทะเลทรายที่ดูดซับน้ำแต่กลับมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเมื่อเกิดการสอดใส่แล้วไม่ว่าจะเข้าไปลึกหรือไม่ ก็มีโอกาสเสี่ยงที่อสุจิสามารถเคลื่อนตัวเข้าไปปฏิสนธิกับมดลูกได้ ซึ่งถ้าเข้าไปได้แล้วเป็นช่วงตกไข่ ยังไงก็ท้องได้แน่นอน”

มาถึงความเชื่อที่เรียกกันว่าการ “ฝ่าไฟแดง” หรือการมีเพศสัมพันธ์ขณะที่ฝ่ายหญิงยังมีประจำเดือนจะไม่ท้อง (แต่อาจจะเลอะเทอะ)

“ช่วงมีประจำเดือนเป็นช่วงที่ “เยื่อบุ” มดลูกออกมาอยู่แล้ว ซึ่งถ้ามีเพศสัมพันธ์ก็ไม่ท้อง แต่ไม่สมควรทำเพราะช่วงนี้ภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่ดี เสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ง่ายทั้งหนองใน ซิฟิลิส ได้หมดหรือเกิดการถลอกเป็นแผลได้ง่ายด้วย และช่วงนั้นปากมดลูกจะเปิดให้รอบเดือนไหลออกมา การเปื้อนจากภายนอกก็จะเข้าไปได้ง่าย เชื้อโรคก็เข้าไปในมดลูกและเกิดการอักเสบได้ง่าย” 

สำหรับความเชื่อที่ผิดมากที่สุด ก็คือ เรื่อง น้ำอัดลมน้ำดำสามารถฆ่าอสุจิได้นั้น ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเพศชื่อดังได้อธิบายว่า

“เป็นความเชื่อที่ผิดมากๆ เพราะน้ำอัดลมประกอบไปด้วยน้ำตาล น้ำ คาเฟอิน ซึ่งไม่มีผลต่อการทำลายอสุจิได้เลย” 

ท้ายสุดคุณหมอก็ได้ฝากบอกถึงหนุ่มสาวที่อยู่ในวัยเสี่ยงต่อการมีเซ็กซ์ถึงวิธีป้องกันไว้ว่า
"ถุงยางอนามัยถือเป็นการป้องกันที่ช่วยได้ทั้งเรื่องโรคและเรื่องลูก ดีที่สุดแล้วค่ะ แต่ถ้าเน้นการป้องกันเรื่องลูกอย่างเดียวก็ทานยาคุมกำเนิดใส่ห่วงคุมกำเนิด แต่ปัญหาคนจะชอบคิดว่าไม่เป็นไร ซึ่งทำให้เกิดความยุ่งยากตามมา ในแง่นี้เราต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องและเรียนรู้ถึงข้อดีข้อเสียของการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งร่างกาย  เรื่องการยับยั้ง ชั่งใจ ความรับผิดชอบ การมองอนาคตระยะยาว การคลี่คลายปัญหา การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี คือทุกอย่างต้องอาศัยวุฒิภาวะ ซึ่งไม่ได้มาเร็วตามรอบเดือนเหมือนที่เด็กสมัยนี้มีกันเร็วมากขึ้น  ครอบครัวก็ต้องกล่อมเกลาให้มากขึ้นด้วย เพราะเด็กมีประจำเดือนเร็วขึ้น มีเซ็กซ์เร็วขึ้น เราก็ต้องใส่ภูมิคุ้มกันให้เร็วขึ้นตามด้วย” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเพศกล่าวเตือ
ขอบคุณข่าวจากไทยรัฐ
 
พยากรณ์ชีวิต ปีพ.ศ.2553 PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
อังคาร, 05 มกราคม 2010




สิทธิการิยะ คนโบราณกล่าวขานไว้ว่า ณ หนแห่งใดหากผู้คนมีความขัดแย้งในความคิด คำพูดคำจา และการกระทำนานา ในที่แห่งนั้นย่อมเกิดความ "อุบาทว์" ความอุบาทว์เกิดมีมาที่ไหน หนแห่งนั้นย่อมเต็มไปด้วย "โลกาวินาศ" ศักราชใหม่ 2553 วันจันทร์เป็นวันอุบาทว์ และวันเสาร์เป็นวันโลกาวินาศ ตามกาลโยค ปีขาล "เสือ" ตามนักษัตร ดวงดาวที่โคจรในจักรวาล สับสนวุ่นวายนักหนา มิเป็นไปตามธรรมดาของธรรมชาติ หนำซ้ำยังโคจรในตำแหน่งราศีที่เลวร้ายอย่างยิ่ง เช่น ดาวพฤหัสฯ (5) โคจรในราศี มังกร ราศีกุมภ์ เจ้าเรือนดาวเสาร์ (7) ซึ่งเป็นกาลกิณีตามกาลโยค และดาวเสาร์ (7) ก็โคจรในราศีกันย์ เจ้าเรือนคือดาวพุธ (4) ที่เป็นกาลกิณีของดาวเสาร์ ความผันผวนปั่นป่วนย่อมต้องมีมากมายในปีศักราช 2553 เช่น การแตกแยกของความคิด คำพูด และการกระทำใดๆของผู้คนในแผ่นดิน เกือบจะทุกชาติทุกภาษาแหละหนา ทั้งเศรษฐกิจความเป็นอยู่ อากาศ อาหาร ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปผิดแผกจากธรรมดาที่เคยเป็นมาแต่เก่าก่อน เราท่านหากปลงไม่ตก หรือปรับตัวได้ไม่ทันกาลอาจเดือดร้อนแสนสาหัสได้

 
ผู้หญิงกับsexกิจวัตร(ไม่)ประจำวันแต่สำคัญต่อชีวิตคู่ PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 2
จันทร์, 24 สิงหาคม 2009

Pic_27780

 

อาจดูไม่เหมาะสมนัก หากหญิงไทยจะนั่งล้อมวงกับเพื่อนเพื่อพูดคุยกันด้วยเรื่องเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะในสังคมบ้านเราที่ยังรู้สึกว่าการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ นับเป็นสิ่งต้องห้ามและไม่ควรพูดถึง ทำให้หลายครั้งเมื่อเกิดความผิดปกติ หรือเกิดข้อสงสัย ผู้หญิงหลายคนจึงลังเลที่จะปรึกษา และได้แต่เก็บความกังวลใจเอา

 

RSS Feed by Kalasinnews.com

Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.comSocial Media Links to Kalasinnews.com