Support by Xenmin

Xenmin.com

สถิติเว็บไซต์

Spam Poison
website monitoring
 

ค้นหาข่าวจากระบบทั้งหมด

เคล็ดลับความงาม
18 สูตรมาร์คหน้าที่ได้ผลจริง และปลอดภัย PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
พุธ, 15 กุมภาพันธ์ 2017
- พื้นที่ผู้สนับสนุน -





     เชื่อไหมว่ามนุษย์เรารักสวยรักงามมาตั้งแต่โบราณกาล แถมมีพัฒนาการเรื่องความสวยความงามตลอดมาไม่หยุดหย่อน มีหลักฐานการใช้เรื่องสำอางเพื่อความงามมาตั้งแต่เมื่อกว่า 3,500 ปี ก่อนคริสตกาล….โอ้โห…..ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าเราจะพัฒนาเครื่องสำอางกันมานานขนาดนั้น มีการค้นพบหลักฐานเครื่องสำอางในที่ฝังพระศพกษัตริย์องค์แรกแห่งราชวงศ์เทไนท์ แห่งอียิปต์โบราณ พบที่บรรจุผงสำหรับ ทาเปลือกตา ที่ชื่อ Kohl ที่ทำมาจากผงเขม่าผสมกับพลวง เมื่อร่นเวลาเข้ามา 2,000 ปีก่อนคริสตกาลซึ่งเป็นยุคของพระนางคลีโอพัตรา ฟาโรห์ หญิงองค์สุดท้ายผู้เลื่องชื่อในเรื่องความงาม ก็มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างสารพัดสูตรความงามของพระนางที่ทำให้แม่ทัพใหญ่ถึง 2 นายมาสยบ

     หนึ่งในสูตรความงามที่เลื่องชื่อนั่นคือการพอกหน้าในสมัยโบราณ (หรือที่ปัจจุบันเรียกทับศัพท์ว่าการมาร์คหน้า) ที่เล่าลือว่า พระนางใช้ทองคำบริสุทธิ์มาพอกหน้า ซึ่งเราต่างไม่รู้ว่าเรื่องนี้จริงเท็จประการใด แต่ก็มีอีกตำนานหญิงงามที่ใช้สูตรนี้เช่นกัน คือ หยางกุ้ยเฟย หญิงงามแห่งประเทศจีน ที่เล่าลือกันว่าหนึ่งในสูตรความงามก็คือ การพอกหน้าด้วยทองคำเช่นกัน สำหรับในประเทศไทยแม้ไม่มีหลักฐานเรื่องความสวยความงามว่าเริ่มขึ้นมาเมื่อไหร่ แต่สูตรน้ำผึ้ง ขมิ้นขัดผิว พอกหน้าเราต่างรับรู้มาตั้งแต่สมัยโบราณจากนิทานพื้นบ้านไม่ว่าตำนานจะเป็นเรื่องจริงหรือเพียงเรื่องเล่าลือแต่ก็แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงเรารู้จักการพอกหน้า หรือมาร์คหน้ามาเป็นระยะเวลายาวนานมาก

     การมาร์คหน้าคืออะไร การมาร์คหน้า คือ การทาและเคลือบผิวด้วยสารบำรุงเข้มข้น เพื่อดูดซับสิ่งสกปรก น้ำมันส่วนเกิน ช่วยบำรุงผิว ครีมที่เข้มข้นเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวหน้า ช่วยให้ผิวหน้าผ่อนคลาย เป็นการพักผ่อนและฟื้นฟูผิวหน้าที่อ่อนล้าขาดการบำรุง และผิวที่ต้องเผชิญมลพิษจากสภาพแวดล้อมเป็นประจำ

     ในแต่ละวันผิวหน้าต้องเผชิญกับมลภาวะต่างๆมากมายทั้งจากสภาพแวดล้อม อากาศ มลพิษ และยังสารก่อพิษจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปโดยไม่ตั้งใจในแต่ละวัน ล้วนเป็นตัวการรบกวนผิวหน้าให้ผิวอ่อนล้า การล้างหน้าและทาครีมบำรุงไม่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดบริเวณผิวหน้าได้เพียงพอแต่การมาร์คหน้าบางสูตรช่วยได้ สำหรับผู้ที่รักผิวหน้าจึงควรมาร์คหน้า สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง โดยเราพบประโยชน์จากการมาร์คหน้า คือ

     1. ช่วยในเรื่องผิวแห้ง แน่นอนว่าหลายคนบอกว่าตัวเองเป็นคนผิวหน้ามันไม่มีปัญหาเรื่องผิวแห้งแน่ๆ แต่จริงๆแล้วการมีผิวหน้ามันไม่ได้หมายความว่าเป็นผิวหน้าที่มีน้ำในผิวเพียงพอ ซึ่งเราต้องแยกน้ำกับน้ำมันออกจากกัน ผิวที่ดีควรชุ่มน้ำเพราะน้ำช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น เป็นตัวดูดซับออกซิเจน ส่วนน้ำมันที่ปรากฏบนผิวหน้าเป็นส่วนเกินที่ผิวขับออกมาไม่ให้อุดตันที่รูขุมขน ผิวที่ชุ่มน้ำจะเปล่งปลั่งและมีความยืดหยุ่น ช่วยชะลอวัยไม่ให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร เพียงแต่คนที่มีผิวหน้ามันควรเลือกสูตรมาร์คหน้าที่ไม่เพิ่มน้ำมันให้กับผิว

     2. เป็นการบำรุงผิวแบบเข้มข้นด้วยตัวเอง เพราะมาร์คสูตรต่างๆที่ผลิตมาขายล้วนผสมด้วยสารบำรุงทั้งครีม Essence หรือ Serum ในปริมาณที่มากกว่าครีมหรือเซรั่มในปริมาณที่เราใช้ประจำวัน เพราะการมาร์คหน้า 1 ครั้ง จะได้ครีมเข้มข้นเหล่านี้มากกว่าการทาครีมปกติเกือบเท่าตัว

     3. ช่วยกำจัดสิ่งสกปรกในส่วนที่ล้ำลึกกว่าการล้างหน้าแบบปกติ เพราะมาร์คหน้าบางชนิดทำงานด้วยการบีบรัดผิวหน้าและดูดเอาสิ่งสกปรกที่รูขุมขนออกมา จึงช่วยนำเอาสิ่งสกปรกออกไป หรือบางชนิดช่วยเปิดรูขุมขนให้กว้างเพื่อระบายสิ่งคั่งค้างออกได้มากขึ้น

มาร์คหน้ามีหลายประเภท ทั้งชนิดครีม ชนิดโคลน ชนิดเจล หรือชนิดอื่นๆ อีกทั้งผลลัพธ์ของการใช้มาร์คหน้าเหล่านี้ยังต่างกันจึงควรเลือกใช้มาร์คหน้าให้เหมาะกับผิวและผลลัพธ์ที่ต้องการของแต่ละคน

1. มาร์คหน้าแบบครีม (Cream Mask) เป็นมาร์คหน้าชนิดที่นิยมกันมานานและราคาไม่แพงสามารถพกพาได้สะดวก และใช้ได้ง่าย มาร์คชนิดนี้มีลักษณะเป็นครีมข้น ส่วนใหญ่เนื้อครีมมีสีขาว แต่อาจแตกต่างกันตามส่วนประกอบ เช่น ครีมมาร์คหน้าที่มีส่วนผสมผงถ่าน (Charcoal) เนื้อครีมจะมีสีดำเหมาะกับผิวธรรมดาถึงผิวแห้ง มาร์คชนิดนี้นอกจากบำรุงผิวยังช่วยอุ้มน้ำให้ผิวจึงช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่น

2. มาร์คหน้าแบบโคลน (Mud Mask) เน้นเรื่องการทำความสะอาดผิวหน้าอย่างล้ำลึก ขณะพอกทิ้งไว้จะรู้สึกตึงที่ใบหน้านั่นเพราะกระบวนการดึงสิ่งสกปรกออกจากรูขุมขนของโคลนมาร์คหน้า หลังจากนั้นก็สามารถเช็ดออกด้วยผ้านุ่มหรือสำลีสะอาด เหมาะสำหรับคนผิวธรรมดาถึงผิวมัน โคลนพอกหน้ายังแบ่งเป็นหลายประเภทแตกต่างตามสูตรและสารผสม
          2.1 โคลนจากภูเขาไฟ เป็นโคลนที่มีแร่ธาตุหลายชนิด โดยเฉพาะกำมะถันหรือซันเฟอร์ (Sulphur) และโพแทสเซียมสูง (Potassium) ช่วยลดการอักเสบของผิว กระตุ้นการไหลเวียนเลือด เพราะเป็นโคลนแบบร้อน เหมาะสำหรับผิวหน้าที่อ่อนล้าและมีการสะสมของสารพิษต่างๆ
          2.2 โคลนจากน้ำพุร้อน โคลนชนิดนี้เป็นการผสมกันระหว่างน้ำพุและดินในบริเวณนั้นก่อนจะเปลี่ยนเป็นโคลนที่มีแร่ธาตุสูงเช่นเดียวกับโคลนจากภูเขาไฟ แต่มีกำมะถันและโพแทสเซียมน้อยกว่าโคลนจากภูเขาไฟ
          2.3 โคลนจากทะเล เป็นโคลนที่ได้จากก้นทะเลลึก เราอาจเคยได้ยินโคลนจากทะเลเดดซี (Dead sea) ที่มีชื่อเสียง เป็นโคลนที่มีแร่ธาตุจำพวกเหล็ก (Iron) แมกนีเซียม (Magnesium)และทองแดง (Copper) สูง

3. มาร์คหน้าแบบเจล (Gel mask) มักมีลักษณะข้นใส เน้นในเรื่องการขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ทำให้ใบหน้าหมองคล้ำออกไป ส่วนใหญ่มาร์คชนิดนี้เมื่อทาลงไปแล้วจะติดเป็นฟิล์มบางๆ เมื่อครบเวลาที่ผลิตภัณฑ์แนะนำสามารถลอกออกได้ มีบางชนิดที่สามารถทาทิ้งไว้แล้วนอนหลับไปได้เลย ให้ความชุ่มชื่นกับผิวสูง และใช้ได้กับทุกสภาพผิว

4. มาร์คหน้าแบบผง (Powder Mask) ลักษณะเป็นผงแห้งบรรจุในภาชนะเวลาใช้จะมีครีมมาผสมให้ข้น หรืออาจผสมน้ำสะอาดมาร์คหน้าได้เลย โดยวิธีนี้ยังแบ่งออกเป็นหลายสูตร คือ
          4.1 ผงมาร์คหน้าเพื่อบำรุง จะพบในกลุ่มผงมาร์คหน้าโสม สาหร่ายสีน้ำตาล ทองคำ น้ำนมข้าว
          4.2 ผงมาร์คหน้าเพื่อขจัดสิ่งสกปรกอุดตัน กลุ่มนี้จะมีส่วนผสมของผงถ่านเพื่อดูดซับสิ่งสกปรกจากรูขุมขนโดยถ่านที่นำมาผสมเป็นถ่านไม้ที่ผ่านการเผาที่อุณหภูมิ 1,000 องศาเซลเซียส
          4.3 ผงมาร์คหน้าเพื่อฟื้นฟูผิวเหนื่อยล้า เช่น ผงมาร์คหน้าจากสมุนไพรต่างๆ
          4.4 ผงมาร์คหน้าผิวขาว (Whitening facial mask powder) จากค่านิยมผิวหน้าผิวกายขาว ทำให้มีการผลิตผงมาร์คหน้าชนิดนี้มาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภค ผงมาร์คหน้าชนิดนี้มักเป็นสารสกัดทางเคมีเน้นในเรื่องผิวขาว

5. มาร์คหน้าแบบแผ่น (Sheet Mask) ชนิดนี้ลักษณะมาร์คจะเป็นแผ่นบรรจุในซองพร้อมใช้ ปิดแยกกันต่อแผ่น ลักษณะเป็นแผ่นรูปใบหน้าบรรจุครีมเข้มข้นเพื่อการบำรุงผิว เมื่อใช้เสร็จดึงเอามาร์คออกทิ้งมาร์คแบบนี้เหมาะกับคนที่มีผิวแห้งและผิวเริ่มแสดงริ้วรอยของอายุ มาร์คจะช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและดึงผิวให้ตึงเรียบขึ้น ช่วยลอกเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออก
          5.1 มาร์คหน้าจาก Cotton 100% มาร์คหน้าชนิดนี้เหมาะกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายเพราะทำมาจากวัสดุธรรมชาติ อีกทั้งตัว Cotton เองก็ซึมซับครีมไว้กับแผ่นได้ดีจึงทำให้ครีมมาร์คหน้ามีประสิทธิภาพเต็มที่เมื่อนำมาใช้
          5.2 มาร์คหน้าชนิดเจล เป็นแผ่นมาร์คที่สกัดจากธรรมชาติ และผสมวิตามินลงไป มาร์คชนิดนี้จะช่วยให้ผิวผ่อนคลายมากขึ้นเพราะแผ่นเจลเย็นทำให้ผิวหน้าผ่อนคลาย
          5.3 มาร์คกระดาษ มาร์คชนิดนี้ผลิตมาจากเส้นใยสังเคราะห์ และผสมสาร Essence ลงไป ขณะใช้อาจมีน้ำ Essence ไหลเปื้อนบ้าง ให้มาร์คหน้าไว้ 15 นาทีแล้วดึงออก
          5.4 มาร์คหน้าจากแผ่นใยชีวภาพ (Biocellulose Mask) มาร์คชนิดนี้จะใช้หลังการทำ Laser, IPL, Dermabration และการเสริมความงามอื่นที่ทำให้ใบหน้ามีการอักเสบ หรือผลัดผิว เป็นการมอบความชุ่มชื่นให้แก่ผิวหลังถูกทำลาย คุณภาพของมาร์คสูงแต่ราคาก็สูงตาม เหมาะกับทุกสภาพผิวหน้า
          5.5 ไฮโดรเจนมาร์ค (Hydrogel Mask) เป็นแผ่นมาร์คชนิดที่ละลายไปกับผิวได้เลย ช่วยลดการอักเสบหลังการทำ Laser, IPL, Dermabrationเช่นเดียวกับ Biocellulose Mask แต่มีราคาสูงกว่ามาก
     6. มาร์คหน้าแบบร้อน (Thermal Mark) มาร์คชนิดนี้เมื่อทาลงบนผิวหน้าจะรู้สึกใบหน้าอุ่นขึ้นเรื่อยๆทำให้ผิวหายใจได้มากขึ้น เมื่อล้างออกจะทำให้เส้นเลือดบริเวณผิวหน้าขยายชั่วคราวทำให้ล้างหน้าได้สะอาดมากขึ้น
     7. มาร์คหน้าแบบน้ำมันอุ่น (Warm-oil Mask) มาร์คชนิดนี้จะใช้ในสปาเหมาะกับคนที่มีผิวธรรมดาถึงผิวแห้ง และผู้ที่มีริ้วรอยแสดงอายุ น้ำไปหล่อเลี้ยงผิวไม่เพียงพอทำให้ผิวอ่อนล้าและมีริ้วรอย มาร์คหน้าที่อุ่นขึ้นทำให้หลอดเลือดบริเวณผิวหน้าขยายทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี

8. มาร์คหน้าดินเหนียว (Clay Mask) มาร์คชนิดนี้ผลิตมาจากดิน Bentonite/Kaolin มีลักษณะขาวนุ่ม เหมาะกับผิวมันเพราะดูดซับน้ำมันส่วนเกินได้ดี แต่ขั้นตอนการล้างออกค่อนข้างเลอะเทอะเมื่อเทียบกับมาร์คหน้าชนิดอื่น

มาร์คหน้าแบบธรรมชาติ (Natural Mask) มาร์คชนิดนี้เราสามารถทำเองได้ที่บ้าน เพราะหาส่วนประกอบได้ง่ายทั้งจากในสวนหรือในครัวของเราเอง และยังมีหลายสูตรให้เลือกเหมาะกับสภาพผิวและผลลัพธ์ที่อยากได้ การมาร์คหน้าแบบนี้ยังแบ่งเป็นสูตรมาร์คหน้ามัน และสูตรมาร์คหน้าใสลดริ้วรอย
 

9. สูตรมะนาว ไข่ขาว แตงกวา โดยใช้มะนาว 1 ช้อนชา ไข่ขาว 1 ฟอง และแตงกวาลูกพอประมาณครึ่งลูก นำมาผสมให้เข้ากันจากนั้นนำมามาร์คหน้าทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก แตงกวามีเอ็นไซม์ Cryssin ที่ช่วยย่อยโปรตีนจึงช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า น้ำมะนาวช่วยปรับสภาพผิวหน้าให้เป็นกรดซึ่งไม่เหมาะกับการเติบโตของแบคทีเรีย และลดน้ำมันส่วนเกิน ไข่ขาวช่วยบีบรัดรูขุมขนให้สิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกินหลุดออกมา แตงกวาลดความระคายเคืองช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื่นไม่แห้งเกินไป เพราะผิวหน้าที่แห้งจะกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันมากเช่นเดิม สูตรนี้สามารถทำได้ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์


10. สูตรมะเขือเทศ เพียงนำมะเขือเทศ 1 ผลมาปั่นหรือบดให้ละเอียด นำมาพอกหน้า 15 นาที แล้วล้างออก มะเขือเทศช่วยดูดซับความมันบนใบหน้าและไม่ทำให้ผิวแห้งตึงมากเกินไป สูตรนี้สามารถทำได้ทุกวันในมะเขือเทศมีสารไลโคปีน (Lycopene) ที่อยู่ในกลุ่มแคโรทีน (Carotene) ที่ช่วยป้องกันรังสียูวี (Ultraviolet) ที่เป็นตัวการทำลายคอลลาเจน (Collagen) ในผิวทำให้ผิวอ่อนล้าและขาดน้ำ ไลโคปีนจะช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นและรักษาน้ำในผิวไว้ได้

11. สูตรมะขามเปียก น้ำผึ้ง สูตรนี้มีสรรพคุณหลายด้านทั้งเรื่องลดการเกิดสิว ลดความมัน ลดสิวอักเสบรอยหมองคล้ำ วิธีทำให้นำเนื้อมะขามเปียกพอประมาณผสมน้ำผึ้งลงไปคนให้เข้ากันพอหนืดนำมาพอกหน้า 5-10 นาที ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้งจะช่วยลดความมัน ขจัดเซลล์ผิวที่ตายกระตุ้นการผลัดผิวใหม่ทำให้หน้าใส

     สูตรพอกหน้าลดความมันทุกสูตรทั้งมะนาว มะเขือเทศ มะขามต่างมี AHA (Alpha Hydroxy Acids) และ BHA (Beta Hydroxy Acid) ซึ่งเป็นกรดผลไม้อย่างอ่อนที่ช่วยลดความมันบนผิวหน้า
 

12. ว่านหางจระเข้เติมน้ำให้ผิวหน้าอ่อนล้า สำหรับคนที่อายุมากขึ้น จะพบว่าผิวหน้าแห้งไม่มีน้ำมีนวลแม้จะทาครีมบำรุงผิวหน้ายังดูล้าไม่อิ่มน้ำอยู่ดี สูตรนี้จะช่วยเติมน้ำให้กับผิว วิธีทำโดยใช้เนื้อว่านหางเจระเข้บด 1 ช้อนโต๊ะ ดินสอพอง 1 ช้อนโต๊ะ และนมสด 1.5 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันและนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก บางสูตรแนะนำให้ผสมไข่ไก่เข้าไปด้วยเพื่อให้ผิวหน้านิ่มแต่ไข่ไก่ต้องมาจากแหล่งที่สะอาดปลอดเชื้อ หากเราไม่มั่นใจไม่แนะนำให้ผสมลงไป

13. สูตรใบบัวบก นมสด สูตรนี้นำใบบัวบกมาปั่นหรือบดรวมกับนมสดเอาพอให้หนืดไม่เหลวเกินไป แต่ถ้าส่วนผสมที่ได้ดูเหลวอยู่ให้ใส่ดินสอพองลงไปกะให้พอเหนียว หลังจากนั้นนำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ 20-30 นาที แล้วล้างออก สามารถทำได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง บางสูตรจะผสมไข่ไก่เข้าไปเช่นเดียวกับสูตรว่านหางจระเข้ แต่การใช้ไข่ไก่แนะนำเรื่องความสะอาดเช่นกัน ในใบบัวบกมีสารอาร์บูติน (Arbutin) ทำหน้าที่ยับยั้งการสร้างเมลานินที่เป็นตัวก่อให้ผิวคล้ำ

14. สูตรน้ำผึ้ง มะนาว นับเป็นสูตรพอกหน้ามหัศจรรย์เพราะใช้ได้ตั้งแต่ลดความมันส่วนเกินลดการเกิดสิว ลดสิวอักเสบ และทำให้หน้าใส เปล่งปลั่งในน้ำผึ้งมีอะซิติลโคลีน (Acetylcholine) ที่ช่วยลดรอยด่างดำจึงช่วยให้ผิวใส วิธีใช้นำน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำมะนาว 1 ช้อนชา คนให้เข้ากันไม่ให้เหลวเกินไปนำมาพอกหน้าไว้ 10-15 นาทีแล้วล้างออก สูตรนี้สามารถทำได้ทุกวันและส่วนผสมที่เหลือจากการพอกหน้าสามารถนำมาบริโภคต่อเป็นยาอายุวัฒนะได้

15. สูตรกล้วยหอม น้ำผึ้ง กำลังเป็นสูตรที่มาแรงอยู่ในขณะนี้ เพราะสูตรนี้เนื้อครีมที่ออกมาจะข้นพอดี วิธีทำโดยใช้กล้วยหอม 1 ลูก ผสมกับน้ำผึ้งคนให้เข้ากันเป็นครีมเหนียว นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก สามารถทำได้ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์กล้วยหอมมีวิตามินอยู่หลายชนิดนอกจากนั้นยังมีแมกนีเซียมที่ช่วยลดริ้วรอยและช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งอีกด้วย

16. การพอกหน้าด้วยขมิ้นชัน ในภูมิภาคแถบเอเชียพบว่ามีการนำขมิ้นชันมาใช้ในด้านความงาม อย่างแพร่หลาย สูตรหนึ่งที่นิยมกันคือการพอกหน้าด้วยขมิ้นชัน โดยการนำขมิ้นชันมาบดให้ละเอียดประมาณ 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำผึ้ง และโยเกิร์ตสูตรธรรมชาติ อย่างละ 1 ช้อนชา คนให้เข้ากันดูให้เป็นครีมเหนียว นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก สูตรนี้สามารถทำได้ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ขมิ้นชันมีสาร Curcumin หรือ Curcuminoid ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยฟื้นฟูผิวที่อ่อนล้า ลดรอยย่นบริเวณผิวหน้า และกระตุ้นหลอดเลือดบริเวณผิวหน้าให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นทำจึงทำให้ผิวหน้าเปล่งปลั่งสดใสช่วยลดความล้าของผิว

17. สูตรโยเกิร์ต สูตรนี้นอกจากจะทำให้ใบหน้าชุ่มชื่น ลดริ้วรอย ยังช่วยลดอาการไหม้จากการตากแดดนานๆ วิธีทำคือใช้โยเกิร์ตสูตรธรรมชาติ พอกหน้าทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมงแล้วล้างออก สามารถทำได้ทุกวันในโยเกิร์ตมีจุลลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอุดมไปด้วยสังกะสีที่ช่วยลดริ้วรอยและกระตุ้นให้ผิวเปล่งปลั่งสดใส

18. สูตรแอปเปิ้ล นมสด นำแอปเปิ้ลมาปั่นรวมกับนมสดเอาเท่าที่ใช้ไม่ให้เหลวจนเกินไป นำมาพอกหน้าไว้ 20 นาที แล้วล้างออก ใบหน้าจะนุ่ม สดใส ส่วนกากแอปเปิ้ลที่เหลือจากการพอกหน้ายังนำมาใช้ขัดผิวได้อีกด้วย แอปเปิ้ลมีสารต้านอนุมูลอิสระ และมีอิลาสติน (Elastin) และคอลลาเจนที่ช่วยให้ผิวยืดหยุ่นลดริ้วรอย รวมทั้งมีกรดมาลิก (Malic acid) และทาร์ทาริก (Tartaric acid) ที่ช่วยย่อยโปรตีนจึงช่วยผลัดเซลล์ผิว

     จริงๆแล้ว การมาร์คหน้าเป็นการแสดงความใส่ใจต่อสุขภาพผิวหน้าตัวเองอย่างหนึ่ง สำหรับคนที่ไม่มีอาการแพ้สารประกอบจากครีม หรือสมุนไพรจากการมาร์คหน้า การได้มาร์คหน้าอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะเป็นการช่วยเปิดรูขุมขน ขับสิ่งสกปรกอุดตัน และได้บำรุงใบหน้าอย่างล้ำลึกมากขึ้น เพราะในแต่ละวันผิวหน้าเราต้องสะสมสารพิษทั้งมลภาวะจากสิ่งแวดล้อม และสารพิษต่างๆที่เราสรรหามาให้ตัวเอง นอกจากการดูแลผิวตัวเองและกำจัดสิ่งสกปรกจากผิวหน้าแล้วการได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองเงียบๆสงบๆอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ยังช่วยฟื้นฟูจิตใจและบำบัดความเร่งรีบประจำวันในชีวิต จึงนับว่าเป็นกิจกรรมที่ให้ประโยชน์ทั้งต่อผิวพรรณและจิตใจไปพร้อมๆกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก พิกุลดอทคอม

 
เรื่องดีๆ ของครีมกันแดด (ที่คุณอาจยังไม่รู้) PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
พฤหัสบดี, 09 กุมภาพันธ์ 2017

(ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต)
      แดดเมืองไทยนี่ร้ายแรงกว่าสารเคมีหรือมลภาวะอีกนะคะ เพราะประเทศเราไม่ว่าจะฤดูไหนๆ ก็มีแดดได้ทุกเดือนสินะ มากบ้าง น้อยบ้าง ต่างกันไป ทำให้ครีมกันแดดกลายเป็นผิวชั้นที่ 3 ของสาวๆ ไปเสียแล้ว ยิ่งสาวออฟฟิศอย่างเราครีมกันแดดยิ่งสำคัญ เราอาจจะไม่ได้เจอแสงแดดโดยตรงก็จริง แต่รู้ไหมว่าแสงไฟจากหลอดไฟ ก็มีรังสี UV เล็ดลอดออกมาทำร้ายผิวเราได้ด้วยนะคะ ที่สำคัญใครจะทนหมกตัวอยู่ในห้องแอร์ตลอดๆ ได้ ก็ต้องมีช่วงที่ออกไปทานข้าวบ้าง พบลูกค้าบ้าง แล้วครีมกันแดดที่คุณใช้อยู่ทุกวันนั้น มั่นใจแล้วเหรอคะว่ารู้จักกันดีพอ?

       ครีมกันแดดที่คุณใช้ เหมาะกับคุณหรือยัง?    

        เรียกกันจนติดปากว่า”ครีม” กันแดด แต่แท้จริงแล้ว สารกันแดดที่ใช้กับผิวหน้านั้นมีทั้งแบบ Chemical Sunscreen, Physical Sunscreen และแบบผสม Chemical-Physical Sunscreenและถ้าแบ่งตามเนื้อของสารก็จะมีทั้งครีม, โลชั่น, เจล, เจลครีม, ครีมโฟม, สูตรน้ำ ที่มีทั้งแบบผสมแอลกอฮอล์และไม่ผสมอีก มากมายหลายชนิดเลยทีเดียวเรามาดูแต่ละอันกันดีกว่า

      1. Chemical Sunscreen
      เป็นครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารเคมี ทำหน้าที่ปกป้องแสงแดด โดยการดูดซับรังสีแสงแดดเข้าไว้ในผิว ซึ่งหลังจากโดนแดดสักพักสารเคมีเหล่านี้ก็จะเสื่อมสภาพ จึงต้องทาครีมกันแดดชนิดนี้ทุกๆ 2-3 ชั่วโมงเมื่อต้องออกแดด ในครีมชนิดนี้ยิ่งเราเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงเท่าไหร่ ก็จะได้รับสารเคมีปริมาณมากเท่านั้น จึงอาจเกิดการระคายเคืองได้ง่าย

      2. Physical Sunscreen
      เป็นครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารเคมีอีกนั่นแหละ (ชื่อเหมือนจะไม่มี) แต่เป็นสารเคมีตัวที่สามารถสะท้อนรังสี UVA และ UVB ออกไปจากผิวหนัง ซึ่งสารในกลุ่มนี้จะมีผลระคายเคืองต่อผิวหนัง น้อยกว่าสารในกลุ่มแรก แต่มีข้อเสียคือ ครีมกันแดดประเภทนี้ไม่สามารถให้ SPF ที่สูงๆ ได้ และเมื่อทาบนผิวหนังแล้ว หน้าจะดูขาวมาก เนื่องจากสารจะเคลือบบนผิวหนังเพื่อรอแสงกระทบ จึงมีการดูดซึมสู่ผิวน้อย

      3. Chemical-Physical Sunscreen
       แน่นอนว่าเมื่อทั้ง 2 ชั้วต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เราก็เลยจับเอาข้อดีมาเพิ่มและลดข้อเสียในแต่ละส่วน นั่นคือลดการระคายเคืองต่อผิวหนังจากสารเคมี และลดความขาวเมื่อทาครีม และเสริมประสิทธิภาพ ในการป้องกันแสงแดดร่วมกัน เป็นส่วนผสมที่ลงตัวสำหรับการใช้งาน แต่ในสาวที่มีผิวแพ้ง่ายอาจจะต้องตนใช้กันแดดในประเภทที่ 2 ต่อไปเพื่อลดการเสี่ยงต่อการแพ้นะคะ

      เนื้อครีมกันแดดแบบไหนที่ใช่กับเรา    

      • เนื้อครีม เหมาะกับผิวธรรมดาหรือผิวแห้งค่ะ มีความมันพอประมาณแล้วแต่ว่าแบรนด์ไหนใส่สารเพิ่มความชุ่มชื้นหรือ มอยส์เจอไรเซอร์ลงไปด้วย ซึ่งก็อาจจะทำให้หน้ามันได้ แต่ก็คงไว้ด้วยความชุ่มชื้นเช่นกันค่ะ
      • เนื้อครีมเจล/เนื้อโลชั่น เหมาะกับสาวผิวมันเป็นที่สุด เพราะมีส่วนผสมของน้ำมากกว่าน้ำมัน ข้อดีคือเนื้อครีมไม่หนักแต่มักจะหาค่า SPF สูงๆ ได้ยาก ถ้ามีก็จะเหนอะหนะมาก
      • เนื้อโฟม เป็นครีมกันแดดผสมรองพื้นที่ทาเนียนไปกับหน้าเลย เหมาะสำหรับสาวๆ ที่ไม่มีเวลาแต่งหน้าเท่าไหร่ แต่ต้องใช้ระวังหน่อยนะคะ ทามากหน้าก็อาจลอยได้ เพราะจริงๆ แล้วคนเราก็ใช้รองพื้นคนละเฉดสี แต่ในครีมกันแดดนั้นไม่มีให้เลือกตรงกับเราแน่ๆ
      • แบบน้ำผสม /ไม่ผสมแอลกอฮอล์ อันนี้เหมาะกับที่ไม่ชอบความเหนอะหนะ โดยเฉพาะสาวที่เหงื่อเยอะและต้องออกแดดมาก สูตรน้ำจะมี SPF สูงๆ ไว้ให้เลือกหลากหลายค่ะ ส่วนสาวผิวแพ้ง่ายก็ต้องเลือกสูตรที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์นะคะ

       SPF นั้นสำคัญไฉน?    

       ค่า SPF นั้น เป็นอะไรที่เราได้ยินกันมาจนชินหู รู้แต่ว่าเป็นค่ากันแดด ยิ่งมากยิ่งดี อันนี้ เป็นความเชื่อค่ะ แต่ข้อเท็จจริงนั้น SPF (Sun Protective Factor) ซึ่งเป็นตัวบอกว่า ป้องกัน UVB ได้กี่เท่า มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่เราเลือกใช้ ส่วน UVA ยังไม่มีค่ามาตรฐาน ปัจจุบันนิยมใช้ PA และเครื่องหมาย + เพื่อแทนค่าการปกป้องซึ่งมี 3 ระดับคือ PA+/ PA++ /PA+++ คนไทยมีผิวคล้ำซึ่งเม็ดสีสามารถป้องกัน UVB ได้บ้างแล้ว ดังนั้น SPF มากกว่า 15 และ PA++ ขึ้นไปก็เพียงพอค่ะ

        ที่สำคัญและเข้าใจผิดกันบ่อยๆ คือ SPF ค่าสูงป้องกันได้นานกว่า ไม่ใช่ป้องกันได้ดีกว่านะคะ เพราะความเป็นจริงแล้วค่า SPF (Sun Protection Factor) บ่งบอกถึงระดับความยาวนานของการป้องกันแสงแดดโดยไม่ทำให้ผิวร้อนแดง โดยค่าสูงสามารถปกป้องได้ยาวนานกว่าค่าต่ำ ทำให้ไม่ต้องทาครีมบ่อยเท่านั้นเองค่ะ

      เกิดเป็นสาวไทย SPF เท่าไหร่จึงจะดี?    

         เกิดเป็นสาวไทย แต่ก็ไม่ได้จะมีผิวสีเฉดเดียวกันหมด เราจึงมีผิว 3 เฉด มาลองให้สาวๆ พิจารณาดูว่าควรจะเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF เท่าไหร่ดี

      • ผิวขาวอมชมพู ผิวชนิดนี้บอบบางมาก เกิดผิวไหม้แดด แดงและแทนได้ไว ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ค่อนข้างสูง (SPF 30-45)
      • ผิวขาวเหลือง ผิวชนิดนี้บางแต่ยังมีเมลานินอยู่บ้างจึงสามารถทนต่อแสงแดดได้บ้าง เมื่อโดนแดดจะการเกิดผิวหนังร้อนแดงได้ช้ากว่าผิวชนิดแรก ควรเลือกครีมกันแดดชนิดที่มีค่า SPF ปานกลาง (SPF30)
      • ผิวคล้ำ มีเมลานินสูง ผิวสีน้ำตาลหรือสีน้ำผึ้งนี้แม้จะไม่ใช่พิมพ์นิยมของชาวไทยแต่ก็มีประโยชน์นะคะ เพราะหากโดนแสงแดดเมื่อไหร่การเกิดการไหม้หรือผิวแทนนั้นจะน้อยกว่าผิวสีอื่น ควรใช้ครีมกันแดดที่มี SPF ต่ำ (SPF 15)

        ด้วยเคล็ดลับการเลือกใช้ครีมกันแดดง่ายๆ แค่นี้เราก็ไม่ต้องกลัวแดดเหมือนกลัวผีอีกต่อไปนะคะสาวๆ เพราะแดดไม่เพียงทำให้เราผิวคล้ำไม่สวยเท่านั้น แต่เป็นหนึ่งในปัจจัยการเกิดฝ้า กระ และโรคมะเร็งผิวหนังอีกด้วย เห็นไหมคะว่าครีมกันแดดไม่ได้เป็นแค่ครีมที่ใช้เพื่อความงามเท่านั้น แต่ต้องใช้เพื่อสุขภาพที่ดีด้วย



ที่มา ... Chicministry.com
 
สร้างออร่าให้กับผิว ด้วยอาหารที่อยู่ใกล้ตัว! PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
จันทร์, 08 สิงหาคม 2016

ออร่าคือแสงสว่างที่ออกมาจากร่างกาย คนที่มีสัมผัสพิเศษเท่านั้นถึงจะมองเห็น โดยทั่วไปแล้วเราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แสงเรืองแห่งมนุษย์ในแง่นี้เรียกว่า “ออร่า” (aura) หรือการเปล่งรังสีแสง หรือรัศมีเรืองรองบางอย่างออกมารอบตัว อาจจะเป็นแสงเรืองสีต่าง ๆ กันซึ่งตาเปล่ามองเห็น หรือเป็นรังสีแสงที่ตาเปล่ามองไม่เห็น แต่สามารถมองเห็นได้ด้วย “Aura Photography”  

           แต่จริงๆแล้วสำหรับมนุษย์เรา ส่วนที่สำคัญที่สุดคือการมองเห็นแสงออร่าด้วยตาเปล่า เพราะมันมีผลต่อการเข้าสังคม การดำรงชีวิตหรือการดึงดูดต่อเพศตรงข้ามและบุคลิกภาพ แสงออร่าในมนุษย์ที่เห็นด้วยตาเปล่านั้น ปัจจัยสำคัญที่สุดคือการสะท้อนจากอวัยวะภายนอก ก็คือผิวหนังนั่นเอง ตามหลักวิทยาศาสตร์การที่แสงกระทบวัตถุแล้วเกิดการสะท้อน(Reflex)

           ดังนั้นทุกคนจะเห็นแล้วว่า การที่มีน้ำอุ้มอยู่มากเท่าไหร่ จะยิ่งทำให้เกิดการสะท้อน(Reflex) หรือที่เราเรียกว่ามีออร่านั่นเอง ไม่ว่าคุณจะผิวสีอะไร หากคุณไม่รู้เคล็ดลับตรงนี้ อาจจะทำให้พวกเราเสียเปรียบในการสร้างออร่าของตัวเอง

แล้วน้ำในผิวของเราเกิดขึ้นได้ยังไง?

            โดยร่างกายมนุษย์โดยทั่วไปจะมีน้ำในร่างกายอยู่แล้ว นั่นก็คือ ไฮยารูลอน แล้วไฮยารูลอนคืออะไรล่ะ Hyaluronic acid (HA) จะช่วยให้ง่ายต่อการเก็บกักความชุ่มชื้นอย่างไร ในองค์ประกอบของเซลล์ผิว มีองค์ประกอบอยู่ 3ตัว คือ ไฮยารูลอน(Hyaluronic acid) อีลาสติน (Elastin) คอลลาเจน(Collagen) แต่คุณสมบัติเดียวที่ทำหน้าที่กักเก็บน้ำได้ดีที่สุด คือ ไฮยารูลอน จัดเป็นประเภท glycosaminoglycan หน้าที่หลักๆนั้นก็คือ ช่วยรักษาระดับน้ำในร่างกาย เติมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อกระบวนการของร่างกาย และลำเลียงไปยังโมเลกุล

            กรดตัวนี้จะถูกผลิตขึ้นและถูกหล่อเลี้ยงจากบริเวณผิวหนังชั้น dermis (ผิวชั้นล่าง) และกระจายไปถึงผิวหนังชั้น epidermis (ผิวหนังชั้นบน) บทบาทสำคัญก็คือ มันจะช่วยให้ผิวหนังสามารถเก็บกักความชุ่มชื่นได้มากกว่าปรกติหลายเท่า โดยที่เมื่อผิวมีความชุ่มชื่นที่ดีเพียงพอ ผิวหน้าก็จะดูอ่อนเยาว์ ดูเนียนเรียบผิวดูเต่งตึงขึ้น (plump effect)  ริ้วรอยลดลง มีความยืดหยุ่น นุ่มนวล และดูมีชีวิตชีวา  นอกเหนือจากคุณสมบัติในการอุ้มน้ำได้ดีแล้ว มันยังช่วยลดการสร้างอนุมูลอิสระและช่วยกรองรังสี UV ได้อีกด้วย

สงสัยกันบ้างไหมว่า ไฮยาลูรอน เราจะไปหาได้จากที่ไหน? ไม่ได้อยู่ไกลตัวเราเลย แถมอยู่ใกล้อีกต่างหาก นั่นก็คือ

  1. เห็ดหูหนูขาว Active 95%
  2. ดาร์คชอกโกแลต Active 10%
  3. ถั่วเหลือง Active 9%
  4. มะพร้าว Active 8%
  5. หนังหมู,หนังไก่ Active 7%

ไฮยาลูรอนจึงเป็นหน้าที่เดียวในการสร้างผิวให้มีออร่าขึ้นมาได้ ใครอยากมีผิวออร่า โดดเด้งไม่โดนเพื่อนแย่งซีนเวลาถ่ายรูป รีบไปหามารับประทานกันนะจ้า

ขอบคุณข่าวจาก Sanook

 

 
ไขข้อสงสัย! กินน้ำเยอะ แต่ผิวกลับไม่ชุ่มชื้นเลย PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 2
อาทิตย์, 07 สิงหาคม 2016

 เมื่อเราอายุมากขึ้น สารไฮยารูลอน หรือ ไฮยาลูรอนิค แอซิด Hyaluronic Acid ในร่างกายมนุษย์จะเสื่อมหายไปตามกาลเวลา สังเกตมั้ยว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ จะมีปัญหาเรื่องไขข้อกระดูก เพราะเนื่องจากสารหล่อลื่นในระหว่างข้อต่อที่อุดมไปด้วยไฮยารูลอนมันหายไป จึงทำให้เกิดการเสียดสีระหว่างกระดูก ไม่ว่าจะเป็นข้อกระดูก กระดูกไขสันหลัง ทุกส่วนในร่างกายที่มีกระดูก แต่พวกเราอาจจะยังไม่ถึงวัยผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันไฮยารูลอนในร่างกายของพวกเรากำลังลดลง ทุกวันๆ
 แล้วไฮยารูลอนสำคัญอย่างไร?  ยกตัวอย่างเช่น เรามีพื้นกระเบื้องหนึ่งอัน เป็นพื้นกระเบื้องเปล่าๆ เราราดน้ำลงไป น้ำก็จะไหลผ่านกระเบื้องหมดเลย นั่นก็เหมือนกับที่เรากินน้ำ ถ้าในร่างกายไม่มีส่วนที่จะดูดซับ น้ำที่เรากินไปมันก็จะไหลผ่าน แล้วขับปัสสาวะออกมา ไฮยารูลอนเปรียบเสมือนฟองน้ำมาปูทับพื้นกระเบื้อง พอเราเทน้ำลงไปปุ้บ มันก็จะดูดซับโดยไฮยารูลอน ที่นี้ทุกคนคงเห็นแล้วใช่มั้ยคะว่าทำไมกินน้ำเท่าไหร่ทำไมผิวไม่ชุ่มชื้นขึ้น เป็นเพราะว่าเราร่างกายเราไม่มีฟองน้ำหรือไฮยารูลอนในการดูดซับอุ้มน้ำไว้ นั่นเองและตอนนี้ไฮยาลูรอนิค แอซิดที่เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุด ที่เป็นแหล่งที่ดีที่สุด ปลอดภัยที่สุดก็คือ เห็ดหูหนูขาว ค้นพบว่ามีสารไฮยารูลอนมากที่สุดที่มาจากธรรมชาติ  
เห็ดหูหนูขาวนอกจากจะรับประทานได้แล้ว ยังช่วยในเรื่องความงามและผิวพรรณเราอีกด้วย เห็ดหูหนูขาวจะช่วยในเรื่องของการทำให้ผิวชุ่มชื้น ลดริ้วรอยและช่วยป้องกันอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวพรรณสดใส สรรพคุณดีขนาดนี้รีบไปตลาด ออกไปหาซื้อมารับประทานเลยนะคะ เนื่องจากทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ละเลยในการไปดูแลผิวพรรณภายนอกสะส่วนใหญ่ เราควรหันมาดูแลอาหารการกินแทนการไปเข้าคลินิกเสริมความงามดีกว่าค่ะ
 
เคล็ดความสวยสุดเด็ดที่สาวๆ ต้องไม่พลาด PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 0
จันทร์, 27 มิถุนายน 2016

ผู้หญิงมักจะมีสูตรความงานเฉพาะตัวกันเสมอ ต่อให้ไม่มีเวทย์มนต์ ไม่ต้องมีกระจกวิเศษ ผู้หญิง ก็หาทางสวยกันได้ บางคนอาจจะใช้แค่ของในบ้าน หรือของที่มีอยู่แล้วในครัวเรือนของเธอนั่นเองแหละ โอลีฟออยล์ แป้งเด็ก เบกกี้งโซดา น้ำร้อน หรือหนังยาง บวกกับความฉลาดอีกนิดหน่อย ก็ทำให้ผู้หญิงสวยได้แล้ว ลองมาดูเทคนิคสวย ของสาวธรรมดา ที่ไม่ใช่เซเลปกันบ้าง พวกเธอ มีเคล็ดไม่เปลือง และไม่ปิดเป็นความลับมาฝากกัน

- ขัดผิวหน้าด้วยเบกกิ้งโซดา สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง คือเคล็ดความงามของ Jannie Dugger จาก โอกลาโฮม่า เธอบอกว่า เธอใช้วิธีนี้มานานกว่า 20 ปีแล้ว นำเบกกิ้งโซดาประมาณ ครึ่งช้อนโต๊ะ มาผสมกับน้ำเปล่าในปริมาณเล็กน้อย นำไปทาบนผิวหน้า แล้วค่อยๆ นวด จากใบหน้า ไปลำคอ จากนั้นก็ล้างออก เพียงแค่นี้ ผิวก็จะใสขึ้น เหมือนได้ผิวหน้าใหม่ๆ มาเลย วิธีนี้ ทั้งง่าย และประหยัด

- นำโอลีฟออยล์ มาผสมกับมอยเจอร์ไรเซอร์ ที่ใช้บำรุงผิวหน้า เป็นวิธีของ Amy Elizabeth Echols จากหลุยส์เซียน่า เพียง 2-3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ สุขภาพผิวจะดีขึ้น หน้าใสขึ้น เธอบอกว่า เห็นวิธีการนี้ ในบทความเกี่ยวกับประโยชน์ของโอลีฟออยล์ เลยนำมาลองดูบ้าง โอลีฟออยล์ ช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี ตอนนี้ บอกใคร ๆ ว่าอายุกว่า 40 ปีแล้ว ก็แทบไม่มีใครเชื่อ

- Megan Melloy จาก อิลลินอยส์ บอกว่า ผ้าเช็ดตัวหยาบๆ ไม่เหมาะกับการนำมาเช็ดหน้า โดยเฉพาะสำหรับคนที่ผิวแพ้ง่าย แม่ของเธอเคยสอนให้ใช้ผ้าเช็ดตัวเด็ก มาเช็ดหน้า ผิวสัมผัสของมันจะนุ่มนวล และซับน้ำได้ดี

- ใช้ครีมนวดผม แทนครีมโกนขน เป็นเทคนิคของ Mischelle Turi จากนิวจอร์ซี่ กว่าปีหนึ่งแล้ว ที่เธอเลิกใช้ครีมโกนขน หรือครีมโกนหนวด เวลาจะโกนขนหน้าแข้ง ขนรักแร้ หรือขนในส่วนอื่นๆ ของรางกาย แต่เปลี่ยนมาใช้ครีมนวดผมแทน ขั้นตอนนี้ ทำไปตอนอานน้ำฝักบัวได้เลย เธอบอกว่า เห็นได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ ว่าผิวนุ่ม และลื่นขึ้น และเธอก็ใช้วิธีนี้ต่อมาโดยตลอด

- Tina Bird จากฟลอริดา มีปัญหากับมาสคาร่ามาโดยตลอด เธอมักจะต้องไปเสียเวลาบ่นให้เจ้าหน้าที่ประจำเคาท์เตอร์เครื่องสำอางค์ฟังอยู่เป็นประจำทุกเดือนว่า มาสคาร่า ใช้ได้ไม่ถึงเดือนก็แห้ง เหนียวเหนอะหนะไปหมด แต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว เพราะค้นพบวิธีที่ได้ผล นำขวดมาสคาร่า ปิดให้แน่น แล้วเอาไปแช่ในถ้วยน้ำร้อน ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที มาสคาร่า ก็จะกลับมาใช้ได้ดีเหมือนของใหม่ เธอเคยนำมาสคาร่าหมดอายุมาลองทำวิธีนี้ด้วย ผลก็คือ ใช้ได้เหมือนกัน ตั้งแต่นั้นมา ก็ไม่ต้องเสียเงินมากมายไปกับการซื้อมาสคาร่าใหม่กันทุกเดือน

- เพราะความที่เป็นคนผมหนา Heather Corin จาก นอร์ธ แคโลไรน่า จึงมีปัญหากับการมัดผมหางม้า ผมที่รวบตึงไว้ จะหย่อนคล้อย ช่างผมจึงสอนวิธีมัดที่เรียกว่า ห้างม้า ทู-อิน-วัน ให้ ขั้นแรก ให้แบ่งผมออกเป็น 2 ส่วน ส่วนบนและล่าง มัดส่วนล่างให้แน่นด้วยยางรัดผม จากนั้น หวีส่วนบนลงมาปิด แล้วมัดเข้าด้วยกันอีกครั้ง เพียงแค่นี้ ปัญหาผมหย่อนคล้อย ไม่ตึง เพราะน้ำหนักผม ก็หมดไป แถมยังสวยอยู่ทรงตึงแป๊ะได้ตลอดทั้งวัน

- ปัญหาขนคิ้ว ทั้งแข็ง ทั้งหนา ไม่ได้รูป Lanie Saint Aubin จากมิชิแกน มีวิธีง่ายๆ แค่ฉีดสเปรย์จัดแต่งทรงผม ลงไปบนแปรงมาสคาร่า ที่สะอาด แล้วนำมาปัดจัดแต่งทรงขนคิ้ว คิ้วที่ไม่เข้ารูป ก็จะอยู่ทรงได้ตลอดทั้งวัน

- แต่งหน้าเสร็จ พอสวมเสื้อ เครื่องสำอางค์ก็เปื้อนเสื้อ นี่เป็นปัญหาที่ผู้หญิงหลายๆ คนเคยเจอ Laura Hipps จากฟลอริดา มีวิธีป้องกันง่ายๆ สำหรับคนผมยาว โกยผมบนศีรษะ มาปิดใบหน้าไว้ แล้วค่อยสวมเสื้อ เพียงแค่นี้ เครื่องสำอางค์ก็ไม่เปื้อนเสื้อ เสื้อก็ไม่ไปลบเครื่องสำอางค์บนในหน้าด้วย

- ผู้หญิงส่วนใหญ่ จะเลือกสีของรองพื้นตามสีผิวบริเวณแก้ม หรือหน้าผาก แต่เมื่อไม่นานมานี้ Alisha Youch จากนิวแฮมเชียร์ ได้ลองทำตามคำแนะนำของช่างแต่งหน้า ทางทีวี ที่บอกให้เลือกโทนสีตรงกับสีผิวบริเวณลำคอ ซึ่งออกจะคล้ำลงมาหน่อย เมื่อทำตาม และลองถ่ายรูปออกมาเปรียบเทียบดู ก็เห็นความแตกต่าง การทำตามคำแนะนำของช่างแต่งหน้า ทำให้เธอดูดีขึ้นจริงๆ

- ใครไม่ค่อยมีเวลาสระผม ต้องลองวิธีของ April Salazar จากแคลิฟอร์เนีย โดยปกติแล้ว เธอชอบไปออกกำลังกายในยิม แต่ปัญหาก็คือ ไม่มีเวลาสระผม ปัญหานี้ แป้งเด็กพอช่วยได้ โดยนำไปโรยและค่อยๆ ทาไปในบริเวณโคนผม จะช่วยให้ผมไม่มัน วิธีนี้ เธอใช้ได้ผลมา 6 ปีแล้ว

- ปัญหายาทาเล็บ ยาเคลือบเล็บ ล้างออกยาก Stacey Kaplan จากเซาท์ แคโรไลน่า แนะนำว่า ก่อนจะทายาเคลือบเล็บ หรือยาทาเล็บ ที่ล้างยากๆ พวกนั้น ให้นำกาว ที่เราใช้กันสมัยเป็นนักเรียน มาทาบางๆ ลงบนเล็บก่อน จากนั้นก็ปล่อยให้กาวแห้ง แล้วค่อยทายาทาเล็บลงไป เมื่อถึงเวลาที่จะเปลี่ยนสี หรือล้างออก ก็แค่ลอกกาวที่ทาไว้นั้นออก แค่นี้ ปัญหาก็หมดไป

- วิธีแก้ปัญหา ดวงตาดูอิดโรย Melissa Baker จาก อาร์คันซอ แนะว่า ให้เขียนอาย์ไลน์เนอร์ ที่ขอบตาล่างและหางตา จะช่วยให้หน้าโดยรวมดูสดใสขึ้น ให้ความรู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉงมากขึ้น

- การทดลองใช้เครื่องสำอางค์ขนาดทดลอง ก่อนตัดสินใจซื้อ เป็นเรื่องสำคัญ Sarah Oates จากโคโรลาโด แนะว่า อย่าไปฉีกซอง ให้เจาะรูเล็กๆ แล้วค่อยๆ บีบเครื่องสำอางค์ออกมาทดลองใช้ บางครั้งเครื่องสำอางค์ขนาดทดลองเหล่านั้น สามารถใช้ได้นานเป็นสัปดาห์เลยทีเดียว เหมาะอย่างยิ่ง ที่จะใช้วิธีนี้ กับการลองเครื่องสำอางค์ที่มีราคาแพงๆ ก่อนตัดสินใจซื้อ

- เมื่อ 10 ปีที่แล้ว Diane Rusnika จากอิลินอยส์ ได้อ่านบนสัมภาษณ์นักแสดงในนิตยสาร นักแสดงคนหนึ่งบอกว่า เวลาจะปัดมาสคาร่า ให้มองล่าง ไม่ใช่มองบน เธอลองทำบ้าง แล้วก็พบว่า นอกจากวิธีนี้จะง่ายแล้ว ยังทำให้ขนตางอนสวยอีกด้วย

ขอบคุณข่าวจาก Sanook

 
วิธีรักษาสิวที่หลังหายเกลี้ยง สูตรเด็ดจาก น้ําชา ชีรณัฐ PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 0
จันทร์, 27 มิถุนายน 2016


เคล็ดลับการดูแลผิว

ชาชอบออกกำลังกาย หรือทำอะไรก็ได้ให้เหงื่อออก ชารู้สึกว่าหลังจากที่เหงื่ออกแล้ว ผิวมันดูดี เหมือนเป็นการบำรุงจากภายใน แล้วก็เลือกใช่ผลิตภัณฑ์ที่ดี ทุกอย่างที่ลงผิวหน้าคือต้องดี แม้กระทั่งรองพื้นที่ใช้ ครีมทาหน้า บำรุงต่างๆ น้ำชาสิวขึ้นง่าย ต้องนอนเร็ว วันไหนนอนดึกหน้าจะสิวขึ้นทันที ไม่ว่าจะใช้ผลิตภัณฑ์ดีแค่ไหน ยาแต้มสิวอะไร ถ้านอนดึกก็ขึ้น หลีกเลี่ยงของมันหรือหวานเยอะๆ ชาว่าสิวมันเกิดขึ้นจากสิ่งที่เราทำ ควรดูแลตัวเองจากภายในก่อนดีที่สุดค่ะ


ส่วน ผิว ชาเป็นสิวที่หลังง่ายมาก แค่โดนไวเลสที่ติดเวลาทำงานสิวก็ขึ้นแล้ว ผู้หญิงเราเวลาที่เป็นสิวที่หลังจะรู้สึกไม่สวย วิธีรักษาของน้ำชาคือ ใช้ยาสระผมเฮดแอนด์โชว์เดอร์สูตรออรินิจัลมาทาบางๆ ที่หลัง ตอนแรกก็ไม่กล้าทำ แต่ไปหาหมอใช้ยารักษาอะไรมาทาก็ไม่หาย และมีดาราท่านหนึ่งมาบอกให้ลองสูตรนี้ 

วิธีใช้ ทาบางๆ ทิ้งไว้ 1 นาที หลังต้องหมาดน้ำนิดนึงนะคะ จากนั้นล้างด้วยน้ำปกติ สูตรนี้จะเย็นๆ มันเหมือนฆ่าเชื่อแบคทีเรีย อันนี้ก็เป็นเคล็ดลับหนึ่งที่น้ำชาชอบทำและได้ผล ไม่ถึงเดือนก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ใช้อาทิตย์ละ 3 ครั้งพอ อย่าใช้ทุกวันเพราะมันทำให้หลังแห้งค่ะ

รู้เคล็ดลับการรักษาสิวที่หันด้วยวิธีที่ง่ายมากกกกก! ใครที่กำลังมีปัญหานี้อยู่ดูเสร็จแล้วมุ่งหน้าไปซื้อยาสระผมที่น้ำชาเค้าแนะนำได้เลย

สวย เปรี้ยว แซ่บ น้ําชา ชีรณัฐ นักร้อง-นักแสดงสาวสุดเซ็กซี่ที่ตอนนี้ชื่อของเธอให้กลับมาพูดถึงอีกครั้งในบท โสมมิกา จาก เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ ละครดังแห่งปีที่พึ่งอวสานไปไม่นานแต่ก็ยังอยู่ในใจคนดู

เรื่องนี้ น้ำชา ได้โชว์ความสามารถด้วยการเล่นร้ายครั้งแรกและปังแจ้งเกิด แต่ละฉากแต่ละตอนเก็บรายละเอียดได้ดีทำเอาคนดูอินไปตามๆ กัน นอกจากฝีมือการแสดงจะพัฒนาแล้ว ความสวยของ น้ำชา ก็เปลี่ยนไปนับวันยิ่งสวยเป๊ะและเป็นที่จับตามอง

เรื่องหน้าก็ปัง หุ่นก็ดี แฟชั่นการแต่งเธอก็สวยเซ็กซี่เธอใส่จะอวดแผ่นหลังเนียนใสไร้รอยสิวจนน่าอิจฉาอยู่ตลอด เห็นหลังเนียนๆ แบบนี้สาวๆ รู้หรือไม่ว่า เธอเคยเป็นสิวที่หลังจนหมดความมั่นใจไม่กล้าใส่เสื้อผ้าโชว์หลังจนเจอสูตรเด็ดรักษาสิวที่หลังหายเกลี้ยง

งานนี้ไม่รอช้า Sanook! Women  รีบไปกระซิบถามเคล็ดลับการดูแลผิวและ บอกเลยว่ารู้แล้วมีอึ้ง จะเป็นวิธีอะไรนั้น ตามมาดูกันเลย

ขอบคุณข่าวจาก Sanook

 
9 วิธีทำสวยให้ผมก่อนนอน ตื่นปุ๊บสวยปั๊บ PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 0
จันทร์, 27 มิถุนายน 2016

9 Ways to Wake Up with Gorgeous Hair

วันดีคืนดีผมของคุณดันพร้อมใจกันชี้ฟูไปคนละทิศละทาง บางวันก็จัดทรงยากเสียเหลือเกิน แต่ว่าคุณสามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วย 9 วิธีง่ายๆ ก่อนนอนที่เรานำมาฝาก หมดปัญหายุ่งยากแต่เช้า ออกจากบ้านสบายหายห่วงได้เลย!

1. อย่านอนตอนผมเปียก
ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ผมลอนสวยแบบนั้นหลังตื่นนอน ยกเว้นจะมัดผมหางม้าหรือถักเปีย ถ้าจะปล่อยเฉยๆ ควรเป่าผมให้แห้ง ไม่เช่นนั้นตอนเช้าคุณต้องพึ่งที่หนีบผมซึ่งนอกจากจะเสียเวลาเยอะแล้ว ยังจะทำให้ผมคุณแห้งอีกต่างหาก

2. บำรุงผมก่อนนอน
อยากได้ผมนุ่มลื่น จัดทรงง่ายในวันรุ่งขึ้น คุณก็ควรทาเซรั่มที่อุดมไปด้วยสารบำรุงเพื่อให้ผมหายพันกันแล้วหวีให้เรียบร้อยก่อนนอน

3. เลือกแปรงให้ดี
ไม่อยากให้ผมเป็นปมหรือชี้ฟูต้องลองใช้แปรงที่ผสมทั้งขนหมูป่าและไนลอนที่ช่วยให้แปรงผมง่ายและเงางาม วิธีแปรงที่ถูกต้องคือเริ่มจากปลายขึ้นไปตรงกลาง ไม่ควรผลักปมผมลงไปที่ปลายผม

4. ทำผมบิดเกลียว
หากเกลียวผมของคุณเริ่มคลายจากเมื่อคืน ลองฉีดน้ำและขยำผมไปมา เสร็จแล้วก็ใช้น้ำมันบำรุงผมและปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง ผมของคุณจะกลับมาเป็นลอนเด้งดึ๋งอีกครั้ง

5. ใส่ที่ประดับผม
ถ้าจัดทรงไม่ได้สักที เราแนะนำวิธีลัดให้ เพียงแบ่งผมด้านข้างแล้วติดกิ๊บสวยๆ แค่นี้ก็ชิคแล้ว

6. เพิ่มวอลลุ่ม
อยากให้ผมมีวอลลุ่ม ลองฉีดสเปรย์เพิ่มวอลลุ่มลงไปที่โคนผม แล้วใช้แปรงกลมไดร์ผมแบบไม่ร้อน (low heat)

7. เคล็ดลับเลี่ยงผมเป็ด
ป้องกันไม่ให้ผมเป็ดด้วยการถักเปียหลวมก่อนเข้านอน คุณจะได้ผมสลวยเมื่อแกะเปียออก หรืออีกวิธีคือเปลี่ยนมาใช้ปลอกหมอนผ้าไหม ลดไฟฟ้าสถิต นอกจากนี้ ปลอกหมอนพื้นผิวเรียบจะช่วยปกป้องเดิมของคุณด้วย

8. เก็บหน้าม้า
ถ้าทุกครั้งที่คุณตื่นนอนผมม้าของคุณเละไม่เป็นทรง ให้เอากิ๊บหนีบไว้ด้านข้าง ตื่นเช้าค่อยเป่าและเซ็ทให้เข้าที่

9. หากทุกอย่างเฟล จงมัดหางม้า
ไม่ว่าจะม้าสูง ม้าต่ำ ทรงหางม้าคือทรงที่ทำได้ง่าย ถ้าอยากให้เนี้ยบอีกสเต็ปแค่ใส่เจลหรือเอาน้ำมันลูบผม

ขอบคุณข่าวจาก sanook

 

 
15 ประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวที่เราไม่รู้มาก่อน PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 0
อังคาร, 21 มิถุนายน 2016

 หรือ Coconut oil นับว่าเป็นของดีมีประโยชน์ ที่เราควรมีไว้ติดบ้าน ติดครัว เคยมีการวิจัยพบด้วยว่า น้ำมันมะพร้าว มีกรดไขมันอิ่มตัวชนิดโมเลกุลปานกลาง ซึ่งร่างกายของเราสามารถนำไปใช้ให้พลังงานในทันที นอกจากนั้น ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ลดอาการเจ็บคอ และช่วยให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้น ดังนั้น น้ำมันมะพร้าว จึงมีความแตกต่างจากน้ำมันที่ใช้ทำอาหารทั่วๆ ไป

คุณค่าของน้ำมันมะพร้าวนั้น มีมากเกินกว่าจะเป็นแค่ของคู่ครัว ยิ่งหากรู้ถึงประโยชน์อีก 15 อย่างต่อไปนี้ แล้ว หลายๆ คน อาจจะมีน้ำมันมะพร้าว ติดไว้ในห้องนอนได้เลยทีเดียว

1. ช่วยรักษาสิว สิว ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงวัยใด ก็น่ารำคาญทั้งนั้น การที่จะบอกว่า น้ำมันช่วยรักษาสิวนั้นออกจะดูแปลกสักหน่อย แต่สำหรับน้ำมันมะพร้าว มีคุณสมบัติในการต่อต้านแบคทีเรีย และช่วยทำให้ผิวหนังสะอาดได้ โดยไม่มีสารเคมีใดๆ เราสามารถใช้บ่อยแค่ไหนก็ได้ และน้ำมันมะพร้าว ก็มีคุณสมบัติ ในการซึมเข้าสู่ผิวหนังได้อย่างรวดเร็วและไม่ทำให้ผิวเป็นมันเยิ้ม

2. ช่วยจัดแต่งลอนผม สำหรับสาวๆ ที่จัดแต่งทรงผมเป็นลอน คงไม่ค่อยชอบไปเที่ยวตากลมชมทะเลกันสักเท่าไหร่ หลังเล่นน้ำทะเล ผมของคุณก็เหนียว จับกันเป็นก้อน ปัญหานี้ แก้ได้ด้วยน้ำมันมะพร้าว เทใส่มือสัก 1-2 ช้อนโต๊ะ แล้วลูบลงไปบนเรือนผม คุณจะได้ลุคของสาวๆ ที่เพิ่งกลับจากไปท่องเที่ยวพักผ่อน ดูดีขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อเลย

3. ทำความสะอาดเครื่องสำอางค์ เนื่องจากเครื่องสำอางค์ที่เราใช้ๆ กันอยู่ทุกวันนี้ มีสารเคมีผสมอยู่ การใช้น้ำมันจากธรรมชาติ มาทำความสะอาด จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย และคืนความสดชื่นให้กับผิว น้ำมันมะพร้าว ช่วยลบเครื่องสำอางค์บริเวณรอบดวงตาได้เป็นอย่างดี แค่หยดใส่ปลายนิ้วมือ หรือสำลี ถูลงไปบนผิวหน้า ในลักษณะเป็นวง แล้วใช้น้ำเปล่าล้าง เครื่องสำอางค์จะหลุดออกจากหมดจด และยังไม่ทำให้ผิวแห้งอีกด้วย

4. ใช้แทนครีมนวดผม น้ำมันมะพร้าม ทำให้ผมไม่แห้ง ลดการชี้ฟู และยังทำให้ผมเรียบลื่น ในน้ำมันมะพร้าม มีวิตามิน E หากนำมาหมักผม ก็จะช่วยให้ผมไม่แห้งและแตกปลาย

5. รักษาสุขภาพฟัน คนอินเดียโบราณใช้น้ำมันมะพร้าวดูดพิษออกจากปาก และทำให้ลมหายใจสดชื่น สรรพคุณในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ของน้ำมันมะพร้าว จะช่วยให้ฟันแข็งแรงด้วย

6. บรรเทาอาการเจ็บคอ โดยผสมน้ำมันมะพร้าว กับน้ำผึ้ง จิบวันละหลายๆ ครั้ง จะช่วยบรรเทาอาการได้

7. บรรเทาอาการจัดจมูก เมื่อสมัยเด็กๆ เวลาอากาศเย็น หรือเป็นหวัด ผู้ใหญ่ มักจะเอา วิค มาทาให้ เพื่อช่วยให้หายใจสะดวก น้ำมันมะพร้าว ก็มีคุณสมบัตินี้เช่นกัน นำน้ำมันมะพร้าวมาละลาย ประมาณ ¼ ถ้วย จากนั้นหยดน้ำมันยูคาลิปตัส หรือน้ำมันเปปเปอร์มินต์ลงไป แล้วนำมาใส่ขวดหรือภาชนะ เอาไปตั้งไว้ในอุณภูมิห้อง เพื่อให้เย็นตัวลง จากนั้น ก็สามารถมาใช้ในเวลาอากาศเย็น หรือมีอาการคัดจมูกได้ หากมีอาการปวดศีรษะ นำมานวดบริเวณขมับ ก็สามารถบรรเทาอาการได้เช่นกัน

8. ช่วยให้ผิวนุ่มลื่น โดยนำมาทำเป็นบอดี้สรับ นำถ้วยขนาดเล็ก มาละลายน้ำมันมะพร้าว แล้วใส่น้ำตาลลงไป นำไปขัดผิว ก็จะช่วยให้เซลผิวที่ตายแล้วหลุดออก ผิวจะนุ่มลื่นขึ้น โดยอาจจะทำสัก 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์

9. ลดถุงใต้ตา แม้เราจะทราบกันดีว่า สิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาถุงใต้ตา หรือดวงตาอิดโรยของเราได้ดีที่สุด คืกการนอนหลับ และการดื่มน้ำอย่างเพียงพอ แต่น้ำมันมะพร้าว สามารถใช้ประโยชน์ในกรณีนี้ได้เช่นกัน หยดน้ำมันลงบนฝ่ามือ และนิ้ว ทาบริเวณใต้ตา ก่อนนอน จะช่วยลดอาการตาดำคล้ำ อิดโรยได้

10. กระตุ้นระบบการเผาผลาญอาหาร น้ำมันมะพร้าวย่อยง่าย ร่างกายสามารถนำพลังงานไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว คนที่กำลังลดน้ำหนัก อาจจะได้รับคำแนะนำว่า ไม่ควรบริโภคน้ำมันมาก แต่สำหรับน้ำมันมะพร้าวแล้วต่างกัน มันจะไปช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน เราอาจใส่น้ำมันมะพร้าวลงไปในอาหารเช้า จำพวกน้ำสลัดได้

11. รักษาอาการผิวหนังอักเสบ และโรคสะเก็ดเงิน โรคผิวหนังสองชนิดนี้ มักรักษาด้วยการใช้ยาสเตียรอยด์ แต่หากนำน้ำมันมะพร้าว ปริมาณเล็กน้อย มาทาจุดที่ผิวหนังแห้ง ก็อาจจะช่วยลดเชื้อแบคทีเรีย ที่จะเข้าไปผิวหนังในเวลาที่เราเกา หากลองใช้ในปริมาณเล็กน้อย แล้วร่างกายตอบรับดี ก็ค่อยนำมาใช้ทากลางคืน หรือในเวลาที่ต้องการให้ผิวหนังได้รับความชุ่มชื้น

12. ลดอาการจุกเสียดท้อง เมื่อมีอาการให้ลองรับประทานน้ำมันมะพร้าว สัก 1-2 ช้อนโต๊ะ อาการอาจจะลดลงได้ เพราะน้ำมัน จะลงไปช่วยยับยั้งกรดในกระเพาะ

13. ช่วยขจัดรังแค ผู้หญิงจำนวนไม่น้อย มีปัญหารังแค ซึ่งเกิดจากหนังศีรษะแห้ง น้ำมันมะพร้าวช่วยได้ เพราะให้ความชุ่มชื้นแก่หนังศีรษะ และยังมีวิตามิน E ที่จะทำให้เส้นผมแข็งแรง ลดการสูญเสียโปรตีน ให้กับเส้นผม

14. ใช้ล้างทำความสะอาดแปรงแต่งหน้า การทำความสะอาดแปรงแต่งหน้าให้สะอาด เป็นสิ่งสำคัญ จุ่มขนแปรงลงไปล้างในน้ำมันมะพร้าวสักเล็กน้อย แล้วเช็ดออกด้วยผ้า จนคราบเครื่องสำอางค์หลุดออกหมด จากนั้น ค่อยล้างด้วยน้ำอุ่น และปล่อยให้ขนแปรงแห้ง ก่อนนำมาใช้

15. ช่วยรักษาบาดแผล เนื่องจากมีคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา จึงสามารถใช้รักษาแผลได้ เมื่อมีแผลเล็กน้อย อย่างเช่นมีดบาด แล้วยังหาอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นไม่ได้ น้ำมันมะพร้าว ใกล้มือ ก็สามารถหยิบจับมาใช้ได้ก่อน แล้วจึงไปล้างแผลและทำแผลในขั้นตอนต่อไป

ขอบคุณข่าวจาก Sanook

 

 

 
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 ถัดไป > สุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 1 - 13 จาก 37

RSS Feed by Kalasinnews.com

Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.comSocial Media Links to Kalasinnews.com