Support by Xenmin

Xenmin.com

สถิติเว็บไซต์

Spam Poison
website monitoring
 

ค้นหาข่าวจากระบบทั้งหมด

สั่งทีวี3ขึ้นตัววิ่งแนะผู้ชม'ดอกส้มสีทอง' PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 0
แย่มากดีมาก 
พุธ, 04 พฤษภาคม 2011

"องอาจ”สั่ง"ผู้จัด-ทีวี 3”ใส่ตัววิ่งแนะแฟนดอกส้มสีทองระหว่างฉาย พร้อมเฉือดฉากที่กระทบความรู้สึกสังคม ด้านโพลล์ เผย คนเกินครึ่งอยากให้ตัดเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม

(4พ.ค.) นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวหลังการหารือตัวแทนสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 และผู้จัดละคร ” ดอกส้มสีทอง”   ทั้งนี้มีความเห็นร่วมกันว่า ขณะนี้ละครเหลืออีก 6 ตอนก็จบ ซึ่งก็ใช้เวลาอีก 3 สัปดาห์ เพราะสัปดาห์ละ 2 ตอน โดยได้มาคิดร่วมกันว่ากระแสสังคมส่วนหนึ่ง วิจารณ์เนื้อหาละครเรื่องนี้ ว่าจะอาจส่งผลกระทบต่อสังคม ทั้งนี้ในส่วนของตนได้ให้ความเห็นว่า เป็นไปได้หรือไม่ ว่าในละครก่อนที่จะดำเนินการฉายให้มีข้อความอธิบายให้ผู้ชมได้เข้าใจ   ว่าภาพที่จะปรากฏในจอต่อไปนี้เป็นการแสดงและผู้ปกครองควรจะให้คำแนะนำเด็ก   หรือเยาวชนที่ชมอยู่ที่ต่ำกว่า 18 ปีและในช่วงละครที่กำลังฉายอยู่ก็ควรมีลักษณะของตัววิ่ง ที่จะมีข้อความอธิบายให้เห็นด้วยว่าภาพที่ปรากฏขณะนี้   เป็นการแสดง เพราะโดยความเป็นจริงละครหรือรายการทีวีสามารถที่จะเป็นบทเรียนสอนลูกหลานได้

“ ถ้าเราไม่ให้คำแนะนำหรือไม่ให้เด็กเข้าไปดู   เด็กก็สามารถเข้าไปหาช่องทางเข้าไปดูในช่องทางอื่น   ดังนั้นหากมีโอกาสดูพ่อแม่อยู่ด้วย พ่อแม่ก็สามารถแนะนำลูกหลานได้อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าถ้าลูกยังเล็กอยู่เช่น 3-10 ขวบก็ไม่ควรให้เด็กดูละคร แต่ควรให้ไปดูหนังสือและพักผ่อนเพื่อไปโรงเรียนในตอนเช้า แต่กรณีที่เด็กอายุ 14 - 18 ปี ถ้าชมละครนี้อยู่พ่อแม่ควรให้คำแนะนำ ซึ่งนี่คือข้อเสนอข้อแรกที่เราให้คำแนะนำ ส่วนข้อแนะนำที่ 2 คือ ช่อง 3 และผู้จัดละครเห็นพ้องกันว่า ทางผู้จัดจะไปดูฉากใดหรือตอนใด ที่อาจทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งรู้สึกว่าเป็นผลกระทบต่อสังคม ทางช่อง 3 ก็จะไปเอาฉากๆนั้นออกไป แต่ในช่วงท้ายของละครก็จะนำเสนอ ให้เห็นถึงความเลวร้ายของตัวละครจะได้รับผลกรรมที่ทำไว้อย่างไร และเชื่อว่าเท่าที่พูดคุย ผมได้มองเห็นถึงความรับผิดชอบของทางผู้จัดและทางช่อง 3 และคงจะเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของผมว่า   ควรจะดำเนินการอย่างไรให้มีความเหมาะสมที่สุด ผมเชื่อว่าถึงแม้ประเทศไทยจะไม่มีกบว. แต่เชื่อว่ากบว.สังคมมีความหมายมากกว่ากบว.ตามกฎหมายเสียอีก” นายองอาจ กล่าว

 รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า   ขณะนี้ผมกำลังประสานงานกับทางสภาวิชาชีพวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งมีนายจำนันท์ ศิริตัน เป็นประธาน ผมคิดว่าตรงนั้นเราจะพูดคุยในภาพรวมของการทำงานทางด้านวิทยุโทรทัศน์มากขึ้นโดยเฉพาะละคร

นายองอาจ กล่าวถึง กรณีที่มีการวิจารณ์ว่ามีการนำการเมืองเกาะกระแสละครนั้น ในส่วนของตนไม่ได้เกาะกระแสอะไร แต่คิดว่ามันเริ่มจากคนวิจารณ์เรื่องนี้คนที่เกี่ยวข้อง อย่างกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งมีหน้าที่เฝ้าระวังเกี่ยวกับวัฒนธรรมในประเทศ   เขาก็ต้องหยิบยกขึ้นมาเขาคงไม่ได้เกาะกระแส อยู่ดีๆเขาจะหยิบยกไม่ได้ ถ้าสังคมไม่ได้สนใจ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากเรามีแผนแม่บทวิทยุโทรทัศน์ออกมาสิ่งเหล่านี้จะลดลง และไม่น่าจะมีเพิ่มมากขึ้น และตนคิดว่าปรากฏการณ์เรื่องดอกส้มสีทองจะทำให้สังคมตระหนักยิ่งขึ้น ซึ่งเชื่อว่าเราจะมีวิธีการที่ทำให้สังคมทุกส่วนอยู่ร่วมกันได้

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน (ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง สาธารณชนคิดอย่างไรต่อละครโทรทัศน์ “ดอกส้มสีทอง”  โดยศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา นครปฐม สมุทรปราการ แพร่ พิษณุโลก เชียงใหม่ เลย กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ อุบลราชธานี นครราชสีมา ยะลา ตรังและนครศรีธรรมราช จำนวนทั้งสิ้น 2,160 ตัวอย่าง และทำการสำรวจตั้งแต่วันที่ 28 เม.ย. - 3 พ.ค.

จากการสำรวจพบว่า ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.5 เคยติดตามชม “ดอกส้มสีทอง” บางช่วงบางตอน ในขณะที่ร้อยละ 26.5 ไม่ได้ติดตามเลย

ทั้งนี้ยังพบอีกว่า เกินกว่า 1 ใน 5 หรือร้อยละ 21.4 ของผู้ที่ติดตามชม มีเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีและอายุต่ำสุดที่สนใจติดตามร่วมดูด้วยคืออายุ 6 ขวบเท่านั้นอยู่ด้วย  และจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเด็กอายุ 6 ขวบเหล่านั้นพบว่า เป็นช่วงปิดเทอมจึงนอนดึกและดูละครพร้อมไปกับผู้ปกครอง ขณะที่เด็กบางคนบอกว่า “กำลังมันเลย” นอกจากนี้เมื่อถามว่าตอนไหนที่บอกว่ากำลังมัน ก็ได้รับคำตอบว่า “ก็ตอนด่ากัน” ตอน “กอดจูบกัน” ตอน “นางเอกกำลังหาคนมานอนด้วย” เป็นต้น

ผลสำรวจยังพบว่า ร้อยละ 41.7 คิดว่าการจัดเรตติ้งรายการโทรทัศน์เพื่อเตือนผู้ปกครอง “ป้องกันได้บ้าง” และร้อยละ 30.5 ระบุป้องกันไม่ได้เลย เพราะ เด็กอยู่กับผู้ปกครองตลอดขณะดูละคร สภาพบ้านที่พักอาศัยไม่ได้แยกกันนอน ดูทีวีด้วยกัน และมีสื่ออื่นๆ นอกจากทีวีที่เด็กเข้าถึงได้ง่าย เป็นต้น มีเพียงร้อยละ 13.0 ที่บอกป้องกันได้ และร้อยละ 14.8 ไม่แน่ใจ

เมื่อถามถึงความกังวลของประชาชนต่อบุตรหลานของตนเองในการเลียนแบบพฤติกรรมของตัวละครส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.9 กังวล ในขณะที่ร้อยละ 40.1 ไม่กังวล เพราะไม่มีบุตรหลาน หรือคอยตักเตือนแนะนำ และบางคนก็ห้ามดูไปเลย

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.3 ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการตรวจสอบเนื้อหา ในขณะที่ร้อยละ 35.7 ระบุปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองดูแลกันเอง โดยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57.2 เห็นว่าให้ตัดเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบางตอนออกไป และร้อยละ 6.2 ให้งดการออกอากาศทั้งเรื่อง ในขณะที่ร้อยละ 36.6 ให้ออกอากาสต่อไปตามปกติ

ขอบคุณข่าวจาก คม ชัด ลึก

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

RSS Feed by Kalasinnews.com

Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.com Social Media Links to Kalasinnews.comSocial Media Links to Kalasinnews.com