กาฬสินธุ์ อัพเดตอาลัยจ่าโจ้ โรโบคอปเมืองนนท์ หนุ่มตำรวจยอดกตัญญูสู้เพื่อแม่ ถูกตาเฒ่าวัย 70 ปีขับเก๋งตัดหน้าเสียชีวิตแถมยังโวว่าเพราะผู้เสียชีวิตขับรถเร็วเอง
กาฬสินธุ์ เป็นข่าวเศร้าทำเอาชาวกาฬสินธุ์น้ำตาร่วง หลังได้ทราบว่าเกิดอุบัติเหตุรุนแรงจนทำให้ลูกยอดกตัญญูอย่าง “จ่าโจ้” เจ้าของฉายาโรโบคอปเมืองนนท์ สะเทือนใจในโลกออนไลน์และวงการข้าราชการตำรวจ ที่ ส.ต.อ.ธนวัฒน์ เข้าใจการ เจ้าของเพจเฟสบุ๊กและช่อง TikTok ชื่อดัง “โจ้เม็ดกะจี้” ได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันจากอุบัติเหตุทางถนนเมื่อช่วงเย็นวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมาสร้างความอาลัยแก่ผู้ติดตามและเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างมาก โดยครอบครัวได้รับร่างไร้วิญญาณมาบำเพ็ญกุศลระหว่างวันที่ 19 – 21 ต.ค. 2569 และจะทำพิธีประชุมเพลิงแบบเรียบง่ายในวันที่ 22 ต.ค. 2569 ณ วัดบ้านเกิด ต.หลักเมือง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ด้านคุณดาวพี่สาวจ่าโจ้รู้สึกจุกในอกเมื่อคู่กรณีพูดออกจากปากแบบไม่คิดว่าเป็นเพราะน้องชายตนขับรถเร็วเอง จึงมาชนกับรถเข้าอย่างจังจนเสียชีวิต
ส.ต.อ.ธนวัฒน์ เข้าใจการ “จ่าโจ้” วัย 29 ปี ดำรงตำแหน่งผู้บังคับหมู่ ป้องกันปราบปราม (ผบ.หมู่ ป.) สภ.บางศรีเมือง จ.นนทบุรี เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นตำรวจรุ่นใหม่ที่ใช้สื่อโซเชียลมีเดียในทางสร้างสรรค์ โดยนำเสนอภาพการทำงานของตำรวจสายตรวจในมุมมองที่เข้าถึงง่าย เป็นกันเอง และเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทำให้มีแฟนคลับติดตามจำนวนมาก ลบภาพจำที่ตำรวจอาศัยเครื่องแบบเอาเปรียบประชาชนได้เป็นอย่างดียิ่ง
ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ จ่าโจ้มักจะสวมใส่ชุดเกราะ ติดตั้งอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย อุปกรณ์ปฐมพยาบาล และกล้องบันทึกภาพแบบจัดเต็มรอบตัว เพื่อเก็บข้อมูลภาพ/รายละเอียดระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เพื่อใช้เป็นข้อมูล/หลักฐานในการดูแลทุกข์สุขของประชาชน จนประชาชนและผู้พบเห็นเปรียบเป็น “โรโบคอปเมืองไทย” คล้ายกับหุ่นยนต์ตำรวจในภาพยนตร์ชื่อดัง คลิปวิดีโอปฏิบัติหน้าที่และคอนเท้นต์สนุกๆ ของเขาถูกแชร์ต่อจนกลายเป็นไวรัล
โดยสื่อหลายสำนักได้รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 17.40 น. ของวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2569 บริเวณถนนบางกรวย-ไทรน้อย ใกล้ปากซอยแปดหมื่น ต.บางกร่าง อ.เมือง จ.นนทบุรี
ขณะที่ ส.ต.อ. ธนวัฒน์ ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์เดินทางกลับตามเส้นทางปกติ แต่เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ ได้มีรถยนต์เก๋งคันคู่กรณีเลี้ยวออกจากซอยข้างทาง เพื่อเลี้ยวกลับรถอย่างกะทันหัน ตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด ทำให้รถจักรยานยนต์ของ ส.ต.อ. ธนวัฒน์ พุ่งชนเข้าที่บริเวณประตูฝั่งคนขับของรถยนต์อย่างแรง ความรุนแรงของแรงกระแทกส่งผลให้ร่างของเขาไถลไปกับพื้นถนน และเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที แม้เจ้าหน้าที่กู้ชีพจะพยายามเข้าช่วยเหลือแต่ก็ไม่สามารถทำให้ชีพจรกลับขึ้นมาได้
หลายคนมองว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียบุคลากรตำรวจที่มีคุณภาพ และเป็นที่รักของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นอุทาหรณ์เตือนภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะเพื่อนร่วมถนนที่ขาดวินัยจราจร ที่ทำการเลี้ยวรถตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุรุนแรงบนถนนเมืองไทย ทำให้เพื่อนร่วมถนนต้องได้รับอันตรายถึงชีวิต หวังให้มีบทลงโทษหนักเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อทุกชีวิตที่ใช้เส้นทางร่วมกัน
ล่าสุดวันนี้ (20 ต.ค. 2569) ผู้สื่อข่าวพิเศษประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เดินทางลงพื้นที่ไปยังวัดที่บ้านเกิด ที่ทางครอบครัวได้นำศพมาตั้งสวดบังสุกุล เนื่องจากเป็นการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หรือชาวบ้านเรียกว่าตายโหง จึงไม่ได้นำศพไปไว้ที่บ้าน
คุณดาว พี่สาวของจ่าโจ้ เปิดใจพร้อมน้ำตากับคุณแม่ว่า “น้องชายเป็นคนชอบเล่นกีฬา และยังเก่งด้านฟิสิกส์ จึงได้เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งขันรายการต่าง ๆ ได้รางวัลมาตลอด โดยได้เตรียมจัดงานให้น้องแบบเรียบง่าย เป็นการประชุมเพลิงปกติ วันนี้จะเป็นการสวดมาติกาบังสุกุล จะไม่ได้เรียกว่าสวดพระอภิธรรม เนื่องจากน้องชายยังอายุไม่ครบ 60 ปี โดยคืนนี้จะเป็นคืนแรก และจะทำพิธีประชุมเพลิงปกติในวันที่ 22 ต.ค. 2569 นี้”
“วันรับศพคู่กรณีก็ให้เงินมาเยียวยาเบื้องต้น 50,000 บาท และเย็นวันนี้ก็จะเดินทางมาช่วยงาน ส่วนในเรื่องที่ร้อยเวรเจ้าของคดีมีการตรวจเลือด ตรวจแอลกอฮอล์หรือไม่นั้นตนเองยังไม่ได้ตามเรื่องดังกล่าว รอให้เสร็จงานศพน้องชายเสียก่อน รู้แต่เพียงว่าคู่กรณียอมรับทั้ง 2 ข้อกล่าวหา 1. ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 2. ขับรถโดยประมาททำให้ทรัพย์สินเสียหาย และได้สิทธิประกันตัวออกมา” พี่สาวจ่าโจ้ให้ข้อมูลเพิ่ม
พี่สาวจ่าโจ้เปิดใจอีกว่า “เรื่องที่ทำให้กระทบจิตใจครอบครัวผู้เสียชีวิตเป็นอย่างมากที่เขาว่าเป็นเพราะน้องชายเราขับรถเร็วเอง คิดว่าเป็นคำพูดที่ไม่ผ่านการกลั่นกรอง ถ้าคนเรามีสติในการขับรถจะเป็นไปไม่ได้ที่จะพูดคำนี้ออกมา ว่าน้องต้องตายเพราะขับรถเร็วเอง เพราะคุณขับรถจับพวงมาลัยคุณจะต้องมีสติในการขับรถ ถ้าคุณไม่มีสติก็จะไม่สามารถขับรถได้ การที่จะเลี้ยงรถคุณต้องดูหน้าดูหลังก่อน ไม่ใช่อยู่ดีๆ หักเลี้ยวกระทันหัน แล้วจะมาให้เหตุผลว่า “ถ้ามันไม่มาเร็วมันไม่ชน” ตอนแรกที่ไปเห็นคู่กรณีไม่ได้ยินคำสัมภาษณ์นี้เลย เนื่องจากเป็นจังหวะชุลมุน พอมาได้ฟังย้อนหลังถึงรู้สึกว่าทำไมวันนั้นเราไม่ด่าเขา ถึงไปยอมให้เกียรติเขา ซึ่งตั้งแต่เกิดเรื่องจนถึงวันนี้เจ้าตัวคู่กรณียังไม่มีคำพูดขอโทษให้ครอบครัวตัวเองจากปากเลยสักครั้ง”
“สงสารคุณแม่ ต้นไม้ที่แม่เลี้ยงมากำลังจะออกดอกออกผล เพราะทุกคนรู้ว่าครอบครัวเรามีกันแค่ 3 คน คุณแม่ก็เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว พ่อเสียตั้งแต่ตอนอยู่ ม.4 ม.5 น้องชายเลือกให้หนูที่เป็นพี่สาวให้ได้เรียนต่อจนจบ ป.ตรี ส่วนน้องเป็นนักเรียนทุนอยากไปเรียนต่างประเทศ แต่คุณแม่มีอาชีพขายผ้า ไม่มีเงินส่งเรียน จึงตัดสินใจไม่ไปเรียนต่อแล้วไปทำงานเซเว่น เพื่อทำงานช่วยแม่เก็บเงินส่งให้พี่สาวเรียน เก็บเงินส่งตัวเองไปเรียนติวเตอร์จนสอบตำรวจติด แม่เป็นคพาลูกไปสอบจนติด ได้เข้ารับราชการตำรวจ จากที่มันจะดีอยู่แล้ว เหมือนทุกอย่างมันพัง เพราะความประมาทของคน ๆ เดียว ถ้าคุณมีสติกว่านี้สักนิดนึง มันก็คงจะไม่เกิด ถ้าจะใช้คำว่าไม่ได้ตั้งใจแล้วจะมาให้ตนเองและครอบครัวยอมรับในสิ่งที่มันเกิดขึ้นมันก็ยากที่จะยอมรับ กับที่ต้องมาสูญเสียคนที่เป็นที่รักของคนในครอบครัวไป” พี่สาวกล่าวทั้งน้ำตาเพราะอัดอั้นใจ
จ่าโจ้ผู้เป็นแบบอย่างของลูกกตัญญู มีเส้นทางชีวิตที่ต่อสู้ด้วยวิถีของชายนักต่อสู้ เรียนจบระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนบึงสว่างวิทยาคม จากนั้นไปเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนกมลาไสย แล้วทำงานที่เซเว่น 1 ปี เก็บเงินเข้าติวเตอร์แล้วสอบติดข้าราชการตำรวจทันที รับราชการที่ สภ.บางศรีเมือง จ.นนทบุรี มาได้จำนวน 9 ปี ก็เกิดมาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุของคนที่ไม่เคารพกฎจราจรอย่างน่าใจหายอย่างที่เห็น
โดยครอบครัวจะตั้งศพบำเพ็ญกุศลไว้ที่วัดบ้านบึง ต.หลักเมือง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ระหว่างวันที่ 19 – 21 ตุลาคม 2569 และจะทำพิธีประชุมเพลิงแบบเรียบง่ายเพื่อส่งดวงวิญญาณผู้วายชนม์ ในวันที่ 22 ตุลาคม 2569
