การบริหารจัดการเงินออมในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยเทคนิคและการวางแผนที่รัดกุม การออมเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการรับมือกับความเสี่ยงและความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเลือกลงทุนในรูปแบบประกันสะสมทรัพย์ถือเป็นเครื่องมือทางการเงินยอดนิยมที่ช่วยสร้างวินัยทางการเงิน พร้อมทั้งมอบความคุ้มครองชีวิตและผลตอบแทนที่แน่นอน บทความนี้จะมาแนะนำขั้นตอนการวางแผนทำประกันแบบสะสมทรัพย์อย่างถูกวิธี เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดและสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของตนเอง
ขั้นตอนที่ 1 กำหนดเป้าหมายทางการเงินและระยะเวลาที่ต้องการ
ก่อนตัดสินใจทำประกันสะสมทรัพย์ควรเริ่มต้นจากการสำรวจวัตถุประสงค์ของตนเองอย่างชัดเจน เช่น ต้องการออมเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ลูก การเตรียมเงินก้อนไว้ใช้หลังเกษียณ หรือต้องการออมเงินระยะสั้นเพื่อซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่ การตั้งเป้าหมายจะช่วยให้สามารถเลือกแบบประกันออมทรัพย์ที่มีระยะเวลาสัญญาและระยะเวลาชำระเบี้ยประกันที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นแบบระยะสั้น 3 ถึง 5 ปี ระยะปานกลาง 10 ปี หรือระยะยาว 20 ปีขึ้นไป
ขั้นตอนที่ 2 ประเมินความสามารถในการชำระเบี้ยประกันภัย
การทำประกันสะสมทรัพย์เป็นการสร้างภาระผูกพันทางการเงินในระยะยาว ดังนั้นการคำนวณเบี้ยประกันให้เหมาะสมกับรายได้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ควรจัดสรรงบประมาณสำหรับการออมไม่ให้กระทบกับค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยเบี้ยประกันออมทรัพย์ที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวมต่อปี เพื่อให้สามารถชำระเบี้ยได้อย่างต่อเนื่องจนครบสัญญาโดยไม่เกิดปัญหาเงินตึงมือหรือต้องยกเลิกสัญญากลางคัน
ขั้นตอนที่ 3 เปรียบเทียบผลตอบแทนและความคุ้มครองของแต่ละแพ็กเกจ
ประกันสะสมทรัพย์แต่ละรูปแบบเสนอผลตอบแทนและความคุ้มครองที่แตกต่างกัน ควรพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนสุทธิ หรือ IRR รวมถึงเงินคืนระหว่างสัญญา เช่น มีการคืนเงินทุกปีหรือคืนเป็นก้อนเมื่อครบกำหนดสัญญา นอกเหนือจากเรื่องเงินออมแล้ว ควรตรวจสอบเงื่อนไขความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตว่าครอบคลุมจำนวนเท่าใด ซึ่งการเลือกประกันออมทรัพย์ที่ให้ความคุ้มครองสูงจะช่วยสร้างความมั่นคงให้แก่คนข้างหลังได้อย่างแท้จริง
ขั้นตอนที่ 4 คำนวณสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี
ข้อดีที่โดดเด่นของประกันสะสมทรัพย์คือการนำเบี้ยประกันไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี โดยแบบประกันต้องมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป การนำปัจจัยเรื่องการประหยัดภาษีมาคำนวณร่วมกับผลตอบแทนของประกันออมทรัพย์จะช่วยให้เห็นตัวเลขความคุ้มค่าที่แท้จริง ช่วยให้ผู้ที่มีฐานภาษีสูงได้รับประโยชน์จากการออมเงินรูปแบบนี้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ขั้นตอนที่ 5 ตรวจสอบรายละเอียดสัญญาก่อนการอนุมัติ
ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนตกลงทำสัญญาประกันสะสมทรัพย์ ควรอ่านรายละเอียดในกรมธรรม์อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเงื่อนไขข้อยกเว้น ระยะเวลารอคอย ช่องทางการชำระเงิน และการรับเงินคืนตามสัญญา การทำความเข้าใจข้อกำหนดต่าง ๆ ของประกันออมทรัพย์อย่างถ่องแท้จะช่วยป้องกันความเข้าใจผิดในอนาคต และช่วยให้การบริหารจัดการเงินเป็นไปอย่างราบรื่นตลอดอายุสัญญา
การวางแผนทำประกันสะสมทรัพย์อย่างเป็นขั้นตอนจะช่วยให้สามารถเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ชีวิตได้อย่างลงตัว ทั้งในด้านการสร้างวินัยการออม การได้รับความคุ้มครองชีวิต และการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างคุ้มค่าที่สุด
