กาฬสินธุ์ โอละคุณแม่ทำนักข่าวหัวหมุน วุ่นทั้งวัน สุดท้ายฮาตอนจบ
กาฬสินธุ์ แต่ละวันพันเหตุการณ์ เป็นนักข่าวก็ต้องรับฟังเสียงของชาวบ้านทุกเสียงทุกวันไม่มีวันหยุด อยากเคสนี้ ที่ผู้สื่อข่าวได้รับเรื่องร้องทุกข์จาก inbox เพจแฟนข่าวกาฬสินธุ์ ว่ามีคุณแม่รายหนึ่งแจ้งข้อมูลขอความช่วยเหลือมาว่า ลูกชายวัย 6 ขวบ เรียนอยู่ระดับชั้นอนุบาล 2 ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวเมืองกาฬสินธุ์ แต่ชื่อของลูกในเล่มทะเบียนบ้านกลับระบุไว้ว่าเข้าไปเรียนอีกโรงเรียนตั้งแต่ปี 2568
หลังจากนั้นเจ้าตัวได้โทรศัพท์ไปสอบถามกับทางโรงเรียนที่ในทะเบียนบ้านระบุว่าลูกชายไปมีชื่ออยู่ที่นั่น โดยทางโรงเรียนให้คำตอบมาว่าตัวคุณแม่เป็นคนย้ายลูกมาเรียนที่นี่เอง ได้ยืนยันว่าไม่ได้ย้ายจึงเกิดความคาใจว่าใครเป็นคนย้าย
จากนั้นได้เดินทางไปที่ว่าการอำเภอ สอบถามกับเจ้าหน้าที่งานทะเบียนราษฎร์ ก็ให้คำตอบว่าตัวคุณแม่เป็นคนย้ายเอง โดยเป็นการ “ย้ายปลายทาง” และให้คำแนะนำกับตัวคุณแม่ให้ทำการแจ้งเข้าลูกใหม่ “อย่าทำเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่” จึงแจ้งให้ผู้สื่อข่าวช่วยตรวจสอบ
ล่าสุดวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 10.30 น. ผู้สื่อข่าวพิเศษประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เดินทางไปพบตัวคุณแม่ คือ คุณยุ แม่ของ ด.ช.ธณ ที่บ้านบึงวิชัย ต.บึงวิชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์
คุณยุให้สัมภาษณ์ว่า “ข้องใจเรื่องการย้ายทะเบียนบ้านของลูกชาย เนื่องจากเอาชื่อหลานไปปรับเข้าในทะเบียนบ้านที่ที่ว่าการอำเภอ ทางอำเภอจึงได้แจ้งมาว่าลูกชายมีชื่อไปเรียนอยู่ที่โรงเรียนอื่น ซึ่งตนเองไม่ได้เอาลูกไปเรียนแต่อย่างใด ไม่ได้ไปสมัครเลย ปัจจุบันลูกก็ไม่ได้เรียนอยู่ที่นั่น โดยข้อมูลในทะเบียนบ้านบอกว่าตนเองไปย้ายลูกตั้งแต่วันที่ 17 ม.ค. 2568 เมื่อลองตรวจสอบข้อมูลในความทรงจำของเฟสบุ๊กก็พบว่าวันดังกล่าวตนเองอยู่สำนักงานที่ดินทั้งวัน ไม่สามารถไปที่ว่าการอำเภอได้ และไม่เคยไปอำเภอตั้งแต่คลอดลูกมาเลย
ทางอำเภอยังบอกว่าแค่เอาบัตรประชาชนของตนกับบัตรประชาชนของเจ้าบ้าน และใบสูติบัตรลูกไปย้ายกลับก็เสร็จ แต่ก็ยังคาใจอยู่เพราะว่าตนเองไม่ได้เป็นคนไปย้ายลูก ถ้าหากไม่ได้ไปทำเรื่องย้ายหลานเข้าทะเบียนบ้านก็คงจะไม่รู้ว่าชื่อลูกไปอยู่ที่โรงเรียนอื่น และยังคาใจที่ทางเจ้าหน้าที่อำเภอบอกว่า “ทำไมต้องทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่” ก็ทำให้ยิ่งงง เพราะตนเองไม่ได้ทำเรื่องย้ายลูกไป และอาจจะมีเคสแบบนี้อีกก็เป็นไปได้ เพราะโรงเรียนที่ชื่อลูกไปอยู่ในสังกัด อปท. ส่วนโรงเรียนที่ลูกตนเองไปเรียนอยู่จริงอยู่ในสังกัด สพฐ. เขาไม่ได้ลิงค์ระบบกัน จึงอยากให้ผู้สื่อข่าวช่วยตรวจสอบ ตราบใดที่ยังไม่เคลียร์ตนเองก็จะไม่ย้ายชื่อลูกกลับ หากจะให้ย้ายกลับง่าย ๆ ก็ต้องหาหลักฐานว่าตนเองเป็นคนไปย้ายลูกจริง ๆ มาแสดงก่อน
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ชื่อลูกชายคุณยุไปอยู่ สอบถามกับผู้อำนวยการแล้วได้รับแจ้งว่าจะได้ตรวจสอบข้อมูลให้เป็นการเร่งด่วน แต่ก็ไม่มีเด็กรายดังกล่าวมาเรียนที่โรงเรียนจริง
จากนั้นผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอ พบกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนราษฎร์คนที่ได้ตรวจสอบข้อมูลให้คุณยุ ได้แจ้งว่าเป็นการ “ย้ายปลายทาง” คือเป็นตัวคนเป็นแม่เป็นผู้ไปขอย้ายลูกด้วยตัวเอง และเปิดหน้าจอระบบทะเบียนราษฎร์ให้ผู้สื่อข่าวดู ก็พบว่าเป็นการย้ายปลายจากจากสำนักงานทะเบียนราษฎร์แห่งหนึ่ง
เวลาต่อมาทางคุณยุได้โทรศัพท์แจ้งผู้สื่อข่าวมาว่าผู้อำนวยการโรงเรียนที่ชื่อลูกในทะเบียนบ้านไปอยู่ ได้เชิญให้เข้าพบ เพื่อตรวจสอบหลักฐานข้อมูลการเขียนใบสมัครเรียน และข้อมูลการย้ายในทะเบียนบ้านให้เจ้าตัวรับทราบ
และในช่วงที่ระหว่างผู้สื่อข่าวกำลังพักนั่งทานข้าวเที่ยงอยู่ คุณยุก็ได้โทรศัพท์มาแจ้งข่าวว่า ทางผู้อำนวยการโรงเรียนได้เอาใบสมัครที่ตนเองเป็นคนเขียนให้ดูเป็นหลักฐาน และบอกว่าตนเองเป็นคนไปทำเรื่องย้ายตัวลูกในทะเบียนบ้านเองที่สำนักงานทะเบียนราษฎร์เทศบาล ที่อยู่ติดกับตลาดสดเทศบาล ตนจึงคิดขึ้นมาได้ ถ้าเป็นที่นั่นตนเองได้ไปขอย้ายลูกเอง แต่ถ้าไปย้ายจากที่ว่าการอำเภอเมืองนั้นตนเองไม่เคยไป จึงฝากขอโทษพี่นักข่าวด้วยที่ช่วยเป็นธุระให้ .. และในวันจันทร์นี้ก็จะได้เข้าไปขอโทษเจ้าหน้าที่ทะเบียนราษฎร์อำเภออีกครั้ง
