กาฬสินธุ์ ชาวบ้านร้องสื่อ ติดตามความคืบหน้าคดีเจ้าหน้าที่รัฐยักยอกเงินแอบถอนเงินกว่า 9 ล้านกลับรอดนอนคุก
ตัวแทนชาวบ้านร้องสื่อหลังคดีเงียบ เหตุเจ้าหน้าที่ของรัฐแอบถอนเงินรวม จำนวน 50 ครั้ง ยอดเงินกว่า 9 ล้านบาทหายจากบัญชีของเทศบาลตั้งแต่ปี 66 แต่ยังลอยนวลรอดนอนคุก ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติสุข ด้าน ป.ป.ช.กาฬสินธุ์ เผยคดีมีความคืบหน้าไปมากถึงขั้นไต่สวนแล้ว แต่อยู่ระหว่างการขยายผลหาผู้ร่วมกระทำความผิด คาดไม่เกินปี 71 ปิดคดีนี้ได้แน่นอน ยืนยัน ป.ป.ช.ซื่อสัตย์ เป็นธรรม มืออาชีพ ตรวจสอบได้
สืบเนื่องจากในวันที่ 29 กันยายน 2566 เทศบาลตำบลแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้นำเช็คฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร บัญชีเลขที่ xxx เป็นจำนวนเงิน 4,276,424.93 บาท (สี่ล้านสองแสนเจ็ดหมื่นหกพันสี่ร้อยยี่สิบสี่บาทเก้าสิบสามสตางค์) และต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2566 กองคลังได้นำสมุดบัญชีดังกล่าวไปปรับสมุด ปรากฏว่าเงินฝากเช็คจำนวนดังกล่าวได้ถูกถอนออก เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2566 กองคลังจึงได้โทร.สอบถามธนาคารถึงสาเหตุดังกล่าว ซึ่งทางธนาคารให้การว่าจำนวนเงินไม่พอต่อการเบิกจ่าย ซึ่งมีความผิดปกติ กองคลังจึงได้ทำการตรวจสอบดูรายละเอียดเบื้องต้น โดยการนำบัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารออกให้ทุกเดือนมาเทียบตรวจสอบดูรายละเอียดที่นางสาวเอ ตำแหน่ง เจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้ชำนาญงาน ได้พิมพ์เป็นเอกสารให้ตรวจสอบ ปรากฏว่าไม่เหมือนกัน ซึ่งสาวเอ ได้มีการลบและแต่งยอดเงินในเอกสารและไม่ตรงกับบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน ประกอบกับนางสาวเอ ไม่ได้มาทำงานและไม่ได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ทางผู้บังคับบัญชาจึงได้ทำการโทร.ติดตาม และสอบถามนางสาวเอ กรณีที่เงินขาดบัญชี และนางสาวเอ ได้ยอมรับว่าตนได้ยักยอกเงินของเทศบาลทั้งสองบัญชีจริง โดยได้ยักยอกเงินในบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารกรุงไทย บัญชีเลขที่ xxx เข้าบัญชีเลขที่ xxx ชื่อบัญชี นางสาวเอ จำนวน 39 ครั้ง โดยมีการยักยอกตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนสิงหาคม 2566 และบัญชีกระแสรายวัน บัญชีเลขที่ xxx เข้าบัญชีของนางสาวเอ จำนวน 11 ครั้ง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – กันยายน 2566 รวมการยักยอกทั้งสองบัญชี จำนวน 50 ครั้ง เป็นเงิน 8,603,516.92 บาท และต่อมาทางเทศบาล ตำแหน่งผู้อำนวยการกองคลัง ได้ติดตามและทวงถามเงินที่นางสาวเอ ยักยอกไปกลับคืนมาได้ เป็นเงิน 4,927,091.99 บาท หลังจากนั้นเทศบาลจึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง
ล่าสุดวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ตัวแทนชาวบ้านจำนวน 10 คน นำโดย ประธานสภาเทศบาลตำบลไผ่และคณะได้เดินทางเข้าติดตามทวงถามความคืบหน้าของเรื่องนี้ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ ถนนเลี่ยงเมืองทุ่งมน ตำบลกาฬสินธุ์ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีตัวแทนเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ให้ข้อมูลเบื้องต้นกับเรื่องนี้ ซึ่งได้คำตอบเป็นที่น่าพอใจ ที่จะนำข้อมูลที่ได้กลับไปบอกเล่าให้ชาวบ้านที่ติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้อยู่ต่อไป
จากนั้นคณะจึงได้เดินทางไปยังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้เช่นกัน เนื่องจากวันที่ได้นำหนังสือไปยื่นร้องเรียนเจ้าหน้าที่ของรัฐยักยอกเงินหลวงไปกับทาง ป.ป.ช.ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เดินทางต่อไปยังศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อยื่นเรื่องร้องเรียนกับผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ในสมัยนั้น โดยท่านผู้ว่าฯ ได้สั่งให้สำนักงานจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นคนรับเรื่องดังกล่าวไปดำเนินการ แต่เมื่อให้เจ้าหน้าที่ค้นหาต้นเรื่องที่เคยยื่นไว้เมื่อปี 2566 ก็ยังค้นหาเรื่องไม่เจอ จึงได้ยื่นเรื่องใหม่อีกครั้ง
นายเทพประธาน อายุ 46 ปี ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวว่า มูลเหตุของเรื่องนี้คือเจ้าหน้าที่ของเทศบาล ได้ยักยอกเงินของเทศบาลออกจากบัญชีธนาคารของเทศบาล โดยการโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของตัวเอง จำนวนประมาณ 50 ครั้ง เป็นห้วงเวลามานานแล้วกว่า 4 ปี จึงเกิดความสงสัยและด้วยความเป็นห่วง อยากให้ทางผู้หลักผู้ใหญ่ของเทศบาลตำบลไผ่สนใจเรื่องนี้ ให้เอาเรื่องให้ถึงที่สุด เอาคนผิดมารับโทษ จะได้ตอบคำถามของประชาชนได้ ว่าเงินส่วนที่หายไปจะได้คืนหรือไม่ และอยากให้จับเอาคนผิดมาลงโทษเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างประชาชนและเยาวชน โดยวันนี้ทาง ป.ป.ช.ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ แจ้งว่าเรื่องที่เจ้าหน้าที่ยักยอกไปอยู่ในช่วงของการไต่สวนแล้ว โดย ป.ป.ช. รับเรื่องร้องเรียนปี 66 รับไต่สวนปี 68 คาดปี 71 จะมีความชัดเจนของเรื่องนี้
ด้านนายสมาน ตัวแทนชาวบ้านที่ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด เปิดเผยว่า อยากฝากพี่น้องประชาชนชาวตำบลxxที่ติดตามข่าวเรื่องการยักยอกเงินไป 8 ล้านกว่าบาทนี้ ของเทศบาลตำบลxxตั้งแต่ปี 2566 มานี้ ตนเองได้เฝ้าติดตามมาโดยตลอด ได้นำหนังสือถึง ป.ป.ช. มาหลายครั้ง แต่เนื่องจากว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบได้ พอในช่วงของเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้มีหลักฐานเพียงพอ จึงได้นำหนังสือมายื่นให้ ป.ป.ช. เข้าตรวจสอบความชัดเจนของเรื่องเงินหายว่าเป็นไปได้อย่างไร เหตุในถึงได้ปล่อยปะละเลยให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรขนาดนี้ ผ่านมาหลายปีก็ยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องของการสอบสวนหรือดำเนินคดีใด ๆ ทั้งสิ้น วันนี้ถึงมาพร้อมคณะเพื่อติดตามที่ ป.ป.ช. ก็ได้ความชัดเจนว่าอยู่ในขั้นตอนของการไต่สวนหาผู้กระทำผิด จึงขอฝากพี่น้องชาวตำบลxxของเราว่าเรื่องนี้คงจะไม่ทำให้เงินของเทศบาลของเราสูญหายเปล่าประโยชน์แน่นอน
