กาฬสินธุ์ ชาวบ้านร้องสื่อ ถูกฉ้อโกงเงินออมผู้เฒ่าผู้แก่ ความเสียหายกว่า 28 ล้าน เตือน! ฟังไว้ฝากเงินต้น 5 แสน ได้ดอกเบี้ยคืนปีละ 2,000 บาทมีแต่ตัวเลข เป็นกลโกงคนสูงอายุอย่าไปหลงเชื่ออีก
ชาวบ้านผู้เฒ่าผู้แก่ผู้สูงอายุกว่า 30 ราย ร้องสื่อ พาเข้าพบ ผกก.สภ.ท่าคันโท เพื่อแจ้งความ และช่วยช่วยเร่งรัดคดี กรณีถูกกลุ่มคนในหมู่บ้านเดียวกัน อ้างตัวเป็นกรรมการกลุ่มออมทรัพย์ส่งเสริมอาชีพหมู่บ้าน ชักชวนออมเงินด้วยการสร้างแรงจูงใจให้ค่าตอบแทนดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคาร ชาวบ้านกว่า 100 ราย หลงเชื่อนำเงินไปฝากออมกว่า 28 ล้านบาท เมื่อผู้เสียหายขอถอนเงินต้นคืนกลับถูกปฏิเสธไม่ยอมให้ถอน
วันนี้ (25 มิ.ย. 2569) ผู้เสียหายที่เป็นชาวบ้านผู้สูงวัย ในหมู่บ้านหนองแซง ตำบลนาตาล อำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ กว่า 30 ราย เข้าพบ พ.ต.อ.สรกฤช ราชภักดี ผกก.สภ.ท่าคันโท จ.กาฬสินธุ์ เพื่อขอแจ้งความคดี กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เพื่อเติมอีก 30 ราย ความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท และขอติดตามเร่งรัดความคืบหน้าของคดีกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ที่ชาวบ้านหนองแซง จำนวน 19 คน (แจ้งความคดีเดียวกับผู้เสียหายชุดแรก) ตกเป็นผู้เสียหาย ได้แจ้งความร้องทุกข์ เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2569 ให้ดำเนินคดีกับ ถูกกลุ่มคนในหมู่บ้านเดียวกัน จำนวน 5 ราย ที่ได้อ้างตัวเป็นคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์ส่งเสริมอาชีพ บ้านหนองแซง ชักชวนให้นำเงินมาร่วมออม ด้วยการสร้างแรงจูงใจ ให้ค่าตอบแทนในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าธนาคารและสถาบันการเงินอื่นๆ และกำหนดจ่ายเงินค่าตอบแทนแก่ผู้ที่นำเงินมาออมปีละ 1 ครั้ง
ทำให้ชาวบ้านผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านหลงเชื่อ นำเงินไปร่วมฝากออมเพื่อหวังผลจะได้เงินค่าตอบแทนที่สูงกว่าธนาคารอื่น ๆ ตามที่ได้ชักชวนและกล่าวอ้าง แต่เมื่อนำเงินมาฝากออมครบตามหลักเกณฑ์ที่ต้องได้รับค่าแทนแทนปีแรกก็เป็นไปตามข้อตกลงที่ชักชวน
กระทั่ง 2-3 ปีต่อมากลับไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ข้อตกลง ผู้ออมบางรายเริ่มไม่ได้รับดอกเบี้ยค่าตอบแทน บางรายก็ได้รับเฉพาะตัวเลขแจ้งยอดดอกเบี้ยค่าตอบแทนเท่านั้น ไม่ได้รับเป็นตัวเงินที่จับต้องได้แต่อย่างใด ทำให้ผู้ออมเริ่มเกิดความไม่เชื่อใจจึงขอถอนเงินคืน แต่ก็ถูกปฏิเสธไม่ยอมให้เจ้าของเงินออมถอนเงินต้นออกมาได้ จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์พนักงานสอบสวน สภ.ท่าคันโท ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ที่อ้างตัวเป็นคณะกรรมการดังกล่าว
ต่อมา พ.ต.อ.สรกฤช ราชภักดี ผกก.สภ.ท่าคันโท ได้สอบถามความคืบหน้ากับ พ.ต.ท.จิรพงษ์ เอกวรพงศ์ รอง ผกก.สอบสวน ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ทราบว่าคดีดังกล่าวได้สอบปากคำผู้เสียหายที่มาแจ้งความร้องทุกข์ชุดไปแล้ว 19 ราย ความเสียหายจำนวน 9,190,180 บาท มีผู้ต้องหา จำนวน 5 คน ได้ออกหมายเรียกเพื่อมาให้ปากคำ และทำการสอบสวนไปแล้ว 4 คน อีก 1 คน ยังไม่ได้มาตามหมายเรียก แต่ถ้าไม่มาให้ปากคำตามหมายเรียกครั้งที่ 2 ก็จะได้ออกหมายจับต่อไป
โดยผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย พนักงานสอบสวน ได้แจ้ง 3 ข้อหาฐานความผิด พ.ร.บ.การกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน, ให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และปล่อยสินเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งผู้ต้องหา 4 คน ได้ให้การภาคเสธ และมียอมรับว่า ได้รับเงินกู้ จากชาวบ้าน จำนวน 103 ราย มาจริงเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 28,818,122 บาท สามารถส่งสำนวนฟ้องพร้อมตัวผู้ต้องหาให้กับอัยการอย่างช้าภายใน 20 ก.ค. 2569 นี้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ พ.ต.อ.สรกฤช ราชภักดี ผกก.สภ.ท่าคันโท ได้เปิดเผยและแจ้งให้ผู้เสียหายถูกผู้ต้องหากลุ่มเดียวกันกู้ยืมเงินไปความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท รวมความเสียหายกว่า 28 ล้านบาท ว่าหลังจากส่งสำนวนฟ้องที่มีผู้เสียหายจำนวน 19 รายแล้ว จะได้ตั้งทีมพนักงานสอบสวนขึ้นมาสอบปากคำผู้เสียหาย จำนวน 30 รายอีกในคดีเดียวกันอีก 1 คดี เพื่อจะได้ทำสำนวนให้แล้วเสร็จไวๆ ส่วนผู้เสียหายซึ่งเป็นคนแก่ คนเฒ่า หรือผู้ป่วยติดเตียง ไม่สามารถมาสอบปากคำที่โรงพักได้ ก็จะอำนวยความสะดวกให้โดยการจัดทีมสอบสวนเดินทางไปสอบปากคำถึงบ้านพักให้เลย
จึงขอฝากเตือนผู้สูงวัยที่มีเงินออมหวังอยากได้มีเงินดอก หรือดอกเบี้ย อย่าไปหลงเชื่อพฤติกรรมว่าจะมีเงินฝากที่ได้อัตราดอกเบี้ยสูง เพราะมิจฉาชีพสมัยใหม่ก็หวังฉวยโอกาสนี้เพื่อเอาเงินต้นของเหยื่อไปหมุนเวียน อ้างต่าง ๆ นา ๆ เพื่อหว่านล้อมจนตกเป็นเหยื่อในที่สุด
