• จันทร์. ส.ค. 31st, 2026

ทนทุกข์ทรมาน 7 ปี ขอร้องศูนย์ดำรงธรรมให้ช่วยกระทุ้ง หลังโดนหลอกนำเงินสดครึ่งล้านไปช่วยเคลียร์กับโดนเท

กาฬสินธุ์ ทนทุกข์ทรมาน 7 ปี ขอร้องศูนย์ดำรงธรรมให้ช่วยกระทุ้ง หลังโดนหลอกนำเงินสดครึ่งล้านไปช่วยเคลียร์กับโดนเท แถมต้นสังกัดยังสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน “วินัยไม่ร้ายแรง”

คุณป้ากลัวหลานหน้าแตก หอบเงินสดเกือบครึ่งล้านไปช่วยหลานให้รอดความผิดวินัย หวังให้เวลา 4 เดือนเป็นเครื่องพิสูจน์จะได้เงินคืน สุดท้ายต้องใช้ชีวิตทนทุกข์ทรมานทำงานใช้หนี้แทนเขามาตลอด 7 ปี เหนื่อยมามากพอแล้วเกือบคิดสั้น วันนี้ได้รับข่าวดีที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ลงนามส่งหนังสือลับมาให้เริ่มมีความหวัง ใกล้พบแสงสว่างอีกครั้ง ขอบคุณสื่อและศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ที่ช่วยต่อลมหายใจให้ได้ไปต่อ

กาฬสินธุ์ คุณป้าชาวกาฬสินธุ์สุดทน โดนหลอกให้นำเงินสดไปที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา ในช่วงปี 2562 เพื่อนำเงินไปโป๊ะปิดให้โรงเรียน ก่อนเรื่องจากเงินของทางโรงเรียน ที่ทางครูกับผู้อำนวยการเอาออกมาใช้ส่วนตัว แล้วกลัวการตรวจสอบ บอกว่าเสร็จจะคืนเงินให้ผู้เสียหาย แต่กลับไม่คืน จึงมีการร้องทุกข์ไปที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา นิติกรบอกจะคืนให้แต่ก็ไม่คืน จึงร้องทุกข์ไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เรื่องก็ไม่คืบอีก ทำให้ผู้เสียหายเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะเงินที่เอาไปให้ที่โรงเรียนนั้น ผู้เสียหายกู้ยืมมาจาก ธกส. และเมืองไทยลิชซิ่ง ตลอดเวลาหลายปีได้ร้องเรียนทุกหน่วยงานมาตลอด ปัจจุบันผู้กระทำผิดยังลอยนวลใช้ชีวิตอยู่สุขสบายในสังคม อีกคนย้ายมาเป็นรองผู้อำนวยการที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ส่วนตัวผู้อำนวยการย้ายไปอยู่จังหวัดชัยภูมิแล้ว

เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปี 2562 ผ่านมา 3 ปีคดียังไม่มีความคืบหน้า ต่อมาในปี 2565 ผู้เสียหายจึงได้ติดตามเรื่องนี้อีกครั้ง จึงมีคำสั่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ ที่ 450/2565 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยไม่ร้ายแรง ด้วยนายประภาส ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะ ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนแห่งหนึ่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยภูมิ มีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา ร่วมกับนางนุชนันท์ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการ โรงเรียนแห่งหนึ่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งครู โรงเรียนแห่งหนึ่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา นำเงินออกจากบัญชีโรงเรียนและนำเงินไปใช้ส่วนตัวจากบัญชีธนาคาร จำนวน 3 บัญชี เป็นเงินจำนวน 436,770.92 บาท แล้วจึงได้นำเงินมาคืนให้แก่ทางโรงเรียนในภายหลัง จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องนี้

ต่อมาช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ผู้เสียหายได้ร้องสื่อให้ช่วยพาเข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ เนื่องจากตัวครูผู้ถูกกล่าวหา ได้ย้ายมาเป็นรองผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ จึงมีความเกี่ยวเนื่องในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับเรื่องไว้ทันที และรับปากว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ให้โดยเร่งด่วน

ล่าสุดวันนี้ (31 ส.ค. 2569) ใกล้วันหวยออกได้มีข่าวดี เมื่อผู้เสียหายส่งหนังสือ “ลับ” ของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ กส 0017.1/xxxx ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2569 แจ้งผลการดำเนินการ แจ้งว่า ตามที่ท่านได้ร้องเรียน/ร้องทุกข์ ต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ขอความช่วยเหลือติดตามเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ ซึ่งทางจังหวัดกาฬสินธุ์ได้แจ้งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาดำเนินการตามอำนาจ นั้น

จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับแจ้งจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 ว่าได้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน “วินัยอย่างร้ายแรง” กับ น.ส.นุชนันท์  ตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ ตามคำสั่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 ลับ ที่ 5/2568 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ผลเป็นประการใดจะแจ้งให้ทราบต่อไป โดยมีนายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ลงนามในหนังสือที่เป็นข่าวดีฉบับนี้

นางชนานุช ผู้เสียหาย กล่าวว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2562 เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2562 ช่วงเช้าได้ไปเบิกเงินที่ธนาคาร จำนวน 3 แสนกว่าบาท และกดจากตู้ ATM อีก จากนั้นจึงได้นั่งรถไปที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง จ.นครราชสีมา ก่อนจะเข้าห้องประชุมคุณครูได้ให้ตนเองนั่งรออยู่หน้าห้องท่านผู้อำนวยการ หลังจากคนในห้องประชุมกันเสร็จก็เลยได้เรียนตนเองเข้าไป จากนั้น ครูผู้เป็นหลานสาว ก็ให้นำเงินออกมาจากกระเป๋าตามรูปภาพ หลังจากนั้นคณะกรรมการครูก็ได้พูดคุยกันว่าในเมื่อเอาเงินมาคืนแล้วก็ให้แล้วกันไป แล้วหลานก็บอกขอบคุณคุณน้าด้วยที่เอาเงินมาคืน

คำที่หลานพูดว่า “ขอบคุณคุณน้าที่เอาเงินมาคืน” ตนเองว่าจะหยิบเงินคืนมาแล้ว แต่ก็กลัวเขาหน้าแตก ก็เลยเอาเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าหลังจากนี้ 4 เดือน จะได้เงินคืนหลังจากทางเขตตรวจสอบเสร็จแล้วจะเอาเงินจำนวนนี้มาคืนให้ตนเองซึ่งกลายเป็นผู้เสียหาย ในที่สุดผ่านไปกว่า 7 ปีแล้วยังไม่ได้เงินคืนสักแดงเดียว โดยในวันนั้นทางคณะกรรมการครูทั้ง 7 คน รวมผู้อำนวยการให้พูดคุยกันว่า ให้ทำลายหลักฐานให้เขียนสมุดสีชมพูขึ้นมาใหม่ แล้วให้ ผอ.เซ็นต์ใหม่ เพื่อถ้าหากทางเขตการศึกษามาตรวจสอบจะจับพิรุธไม่ได้ และให้เอาเงินไปกระจายเข้าบัญชีของโรงเรียนหลายๆ บัญชี ไม่ให้เอาเข้าบัญชีเดียว มันจะผิดสังเกต หลังจากผ่านไป 4 เดือนก็ได้ติดตามทวงถามแต่ทางหลานได้บล็อกเบอร์ บล็อกไลน์ ติดต่อไม่ได้อีกเลย โทร.ไปหา ผอ. ก็บอกไม่รู้ไม่เห็นกับเงินก้อนนั้น”

“วันนี้เราก็เหนื่อยมามากพอแล้ว ตลอด 7 ปี เราทำงานใช้หนี้แทนเขา ก็เลยมาร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมจากศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่ออยากให้เรื่องนี้มันกระทุ้งให้ถึงหูผู้หลักผู้ใหญ่ และขอฝากไปถึงพวกที่เอาเงินโรงเรียนไปใช้ ออกมารับผิดชอบกับการกระทำของพวกคุณด้วย และขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมาทำตามสัญญาด้วย เงินก้อนนี้ไม่ใช่เงินของโรงเรียน ไม่ใช่เงินของหลวง เป็นเงินของตนเองที่เก็บมาทั้งชีวิตเพื่อส่งลูกเรียน กลับโดนหลอกจากคณะกรรมการครูให้เอาเงินไปโป๊ะให้ในวันนั้น และขอขอบคุณสื่อและศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ที่เดินเรื่องอย่างรวดเร็วจนได้รับข่าวดี เพื่อต่อลมหายไปสู้ชีวิตต่อไปด้วย” ผู้เสียหายกล่าวจากหัวใจ

อย่างไรก็ตามทางผู้เสียหายยังได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า การที่ผู้อำนวยการและครูนำเงินจากโรงเรียนออกมาใช้ส่วนตัวแล้วเอาเงินสดไปคืนนั้น สามารถยกเลิกความผิดได้เหรอ เพราะความผิดเกิดขึ้นสำเร็จแล้วตั้งแต่การลักลอบเอาเงินมาใช้ส่วนตัวตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว แถมยังมีการทำลายหลักฐานทางราชการอีกด้วย

ปิดโหมดสีเทา