กาฬสินธุ์ ทนายพาผู้เสียหายขึ้นศาลตามนัด ขอให้ศาลดำเนินคดีให้ถึงที่สุดไม่ขอไกล่เกลี่ย พร้อมเดินหน้ายื่นหนังสือต่อนายทะเบียนให้ประธานกรรมการพร้อมพวกหยุดปฏิบัติหน้าที่
กาฬสินธุ์ ตัวแทนครูเป็นผู้เสียหายพร้อมทนายเดินหน้าติดตามคดีดัง คดียักยอกทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ จำกัด เกิดความเสียหายขึ้นกว่า 50 ล้านบาท ศาลนัดให้คู่กรณีมาไกล่เกลี่ย ฝั่งผู้เสียหายไม่ขอไกล่เกลี่ยหวังให้เป็นคดีตัวอย่าง พร้อมเดินหน้าต่อเพื่อเข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อนายทะเบียนสหกรณ์ ให้ประธานและคณะกรรมการซึ่งเป็นผู้ต้องหาหยุดปฏิบัติหน้าที่ และห้ามเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ จำกัด อีกต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เนื่องจากหากยังปฏิบัติหน้าที่อยู่อาจจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือทำให้เสียหาย ทำลายซ่อนเร้น เอาไปเสียซึ่งพยานหลักฐาน อันเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม
วันนี้ (22 มกราคม 2569) เวลา 09.00 น. นายจุฬา ผู้ได้รับมอบหมายจากกลุ่มสมาชิกครูผู้เสียหาย ได้เดินทางมาพร้อมกับทนายความ ได้เดินทางมาที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ตามหนังสือนัดไกล่เกลี่ย ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 2555/2568 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ โจทก์ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ กับพวกรวม 7 คน จำเลย เรื่องความผิดยักยอกทรัพย์ โดยพบว่าฝ่ายผู้เสียหายและฝ่ายจำเลยยังไม่สามารถไกล่เกลี่ยกันได้
นายจุฬา หนึ่งในผู้เสียหายกล่าวว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา นายประวัติ แดงบรรจง รองอธิบดี รักษาราชการแทน อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ลงนามในหนังสือที่ กษ 11062349 เรื่องการทุจริตในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ จำกัด ตอบกลับมายังตนเอง ที่ได้ยื่นหนังสือขอให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ จำกัด ในประเด็นเกี่ยวกับการทุจริตในสหกรณ์ฯ โดยขอให้เร่งรัดผู้รับผิดชอบให้ติดตามดำเนินการร้องทุกข์และแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ส่งเรื่องดังกล่าวให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดกาฬสินธุ์ ดำเนินการประสานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ จำกัด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงตามนัยข้อร้องขอดังกล่าวแล้ว
นายจุฬา กล่าวอีกว่า เอกสารต่าง ๆ ตนเองได้สอบถามไปยังนายทะเบียนแล้วก็ร้องไปที่กรุงเทพฯ บอกให้มาดูแลมาสอบสวนดูหน่อยว่าคณะทำงานจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยเฉพาะคณะกรรมการบริหารดำเนินการอะไรอยู่ ทำไมคดีไม่คืบหน้า ก็จะยื่นหนังสือให้มาสอบสวนและร้องเอาผิดต่อไป จึงอยากฝากถึงสมาชิก หรือผู้แทนสมาชิก เลือกคนดีเข้ามาทำหน้าที่โดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ประธานและคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ จำกัด เพื่อล้างระบบอุปถัมภ์จนทำให้เกิดความเสียหายต่อสมาชิกอีก
นายจุฬา กล่าวเพิ่มอีกว่า ตามที่กลุ่มสมาชิกครูผู้เสียหายได้มอบอำนาจให้ตนเองไปดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหานางบุญหนา (ขอสงวนนามสกุล) ประธานกรรมการฯ และคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ จำกัด ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ปัจจุบันพนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มีคำสั่งฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 2555/2568 ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างพิจารณาคดี และศาลได้กำหนดนัดครั้งแรกในวันที่ 22 มกราคม 2568 แม้คดีนี้ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่หากปล่อยให้นางบุญหนา (ขอสงวนนามสกุล) ประธานกรรมการฯ และคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา และมีส่วนได้เสียในคดียังคงปฏิบัติงานอยู่ในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ จำกัด สมาชิกครูผู้เสียหายเกรงว่านางบุญหนา (ขอสงวนนามสกุล) ประธานกรรมการฯ และคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ต้องหา จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือทำให้เสียหาย ทำลายซ่อนเร้น เอาไปเสียซึ่งพยานหลักฐาน อันเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม จึงขอให้นายทะเบียนสหกรณ์มีคำสั่งให้นางบุญหนา (ขอสงวนนามสกุล) ประธานกรรมการฯ และคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ จำกัด หยุดปฏิบัติหน้าที่และห้ามเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ จำกัด อีกต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด โดยจะได้เดินทางเข้ายื่นเรื่องกับนายทะเบียนสหกรณ์ต่อไป
ทนายฝ่ายผู้เสียหายท่านหนึ่ง กล่าวว่า คดีนี้ทางผู้ต้องหาได้ยักยอกเงินสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งหักเงินไปทั้งหมดเกือบ 50 ล้านบาท แต่ได้มีการนำไปส่งประกันของครูไทยแค่ 25 ล้านบาท มีเงินหายออกไปประมาณ 23 ล้านบาท ต่อมาเมื่อความปรากฏแล้วได้มีการจ่ายเงินภายหลัง แต่ความเสียหายมันเกิดขึ้นแล้ว และลักษณะการปฏิบัติงานของสหกรณ์เป็นที่น่าแปลกใจว่าคดีนี้พนักงานอัยการมีคำสั่งให้ฟ้อง แต่ตัวประธานและคณะกรรมการยังคงปฏิบัติงานอยู่ในสหกรณ์ ทนายเกรงตัวตัวประธานและคณะกรรมการ จะไปซ่อนเร้น ยุ่งเหยิง หรือทำลายพยานหลักฐานในคดีนี้ หรือไปขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ซึ่งตอนนี้สมาชิกครูก็ได้ทำหนังสือถึงนายทะเบียนขอให้คณะกรรมการและประธานหยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน จนกว่าคดีจะถึงที่สุด เพราะระหว่างที่ผ่านมาการไปติดต่อขอเอกสารต่าง ๆ ค่อนข้างที่จะยาก คดีนี้สมาชิกได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ตั้งแต่ปี 2565 แต่คดีเพิ่งสรุปส่งมาถึงพนักงานอัยการส่งศาลปี 2568 โดยวันนี้ได้มีการนัดไกล่เกลี่ยความเสียหาย โดยฉันทามติของทางสมาชิกครูมีความคิดเห็นมีความประสงค์ตรงกันว่าต้องการให้คดีนี้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติงานต่อไป
ด้านทนายฝ่ายผู้เสียหายอีกท่าน กล่าวว่า คดีนี้เป็นคดียักยอกซึ่งเป็นความผิดที่สามารถจะยอมความกันได้ ถ้าหากทางฝ่ายผู้เสียหายไม่ติดใจคดีก็จบ แต่ว่าถ้าหากฝ่ายผู้เสียหายยังอยากให้ดำเนินคดีต่อไป ก็ว่ากันไปตามกระบวนการ ซึ่งคดีนี้ไม่มีความสลับซับซ้อนอะไร โดยวันนี้ศาลได้โปรดมีการไกล่เกลี่ยกันระหว่างฝ่ายผู้เสียหายกับจำเลย ซึ่งทางฝ่ายผู้เสียหายก็ไม่ยินยอมที่จะไกล่เกลี่ยกับจำเลย คดีจึงต้องมีการดำเนินการต่อไป
โดยคดีนี้มีข้อเท็จจริงคือสหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯ หักเงินไปแล้วไม่ส่งเงินตามกำหนดทำให้พ้นสมาชิกภาพ 4,437 คน ในจำนวนนั้นมอบอำนาจให้ 264 คน เพื่อไปร้องขอความเป็นธรรม และยังมีส่วนที่สำคัญในสำนวนไม่มีชื่อคนที่มอบอำนาจให้ไปรับเงิน 35 ล้านบาท เบิกวันนั้นเป็นคนนอกไม่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์แต่อย่างใด คนนี้ก็ไม่มีในสำนวน ซึ่งคดีนี้ประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯ เป็นภรรยาของ อดีต สส.คนดังหลายสมัย หักเงินปันผลของสมาชิกครู แล้วไม่เอาไปส่งประกัน 23 ล้านบาท ทำให้สมาชิกขาดประกัน และอัยการมีคำสั่งฟ้องคดี ปัจจุบัน ผู้ต้องหาได้ยื่นวงเงินประกันต่อศาล และขอไกลเกลี่ย เยียวยาความเสียหายในวันนี้ แต่ผู้เสียหายไม่ยอมไกล่เกลี่ย
และคดีนี้มีประเด็นที่เป็นห่วง คือ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตเงิน วงเงินกว่า 23 ล้านบาท แต่ไม่มีการอายัดบัญชีประธานสหกรณ์และคณะกรรมการ เพื่อไปตรวจสอบเส้นทางการเงิน
