กาฬสินธุ์ เด็ก 14 ปี ถูก 2 ไอ้แก่หลอกเอาลูกอมสีแดงล่อล่วงละเมิด ผ่านไป 4 ปีคดีไม่คืบร้องสื่อ
กาฬสินธุ์ มูลนิธิเพื่อสันติภาพยื่นร้องขอความเป็นธรรมผู้การฯ คดีเด็กหญิงวัย 14 ปีถูก 2 ไอ้แก่ใช้ยาบ้าล่อก่อนล่วงละเมิด ญาติผู้เสียหายเป็นงงไปแจ้งความตำรวจค้นกระเป๋าขอเงิน 300 บาทไปเติมน้ำมันแล้วจะตามจับผู้ก่อเหตุให้
กาฬสินธุ์ มูลนิธิเพื่อสันติภาพยื่นร้องขอความเป็นธรรม คดีเด็กหญิงวัย 14 ปี อ้างถูกชายสูงวัย 2 รายให้ยาเสพติดก่อนล่วงละเมิดทางเพศ จี้สอบตำรวจชุดสืบสวน หลังญาติตั้งข้อสงสัยการดำเนินคดี
กาฬสินธุ์ – เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา คณะทำงานมูลนิธิเพื่อสันติภาพนำโดย ร.อ.บุญเทียร ปาลีเรียม ประธานผู้ก่อตั้งมูลนิธิฯ เดินทางเข้าพบผู้บังคับบัญชาตำรวจในจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม กรณีเด็กหญิงอายุประมาณ 14 ปี ตกเป็นผู้เสียหายในคดีเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ โดยญาติกล่าวอ้างว่า ผู้ก่อเหตุเป็นชายสูงอายุ 2 ราย และมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการนำสารเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนมาให้เด็กก่อนเกิดเหตุล่วงละเมิดหลายครั้ง
ญาติผู้เสียหายระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้แจ้งข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนในพื้นที่แล้ว แต่ภายหลังเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินคดี จึงขอให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บางนายอย่างละเอียด โดยเฉพาะข้อกล่าวหาว่าอาจมีการเรียกรับหรือรับผลประโยชน์เพื่อช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อร้องเรียนที่ต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริง และยังไม่ควรถือว่าบุคคลใดกระทำผิดจนกว่าจะมีหลักฐานและกระบวนการยุติธรรมพิสูจน์
ภายหลังรับหนังสือร้องเรียน ผู้บังคับบัญชาตำรวจได้ประสานไปยัง สภ.สมเด็จ ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและดำเนินการตามขั้นตอน โดยพนักงานสอบสวนได้ติดต่อญาติผู้เสียหายและนัดหมายผู้เสียหายพร้อมพยานเข้าให้ปากคำเพิ่มเติม เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานประกอบสำนวน
ในทางกฎหมาย หากผลการสอบสวนพบว่าเด็กอายุ ไม่เกิน 15 ปี ถูกกระทำทางเพศ กฎหมายอาญาให้ความคุ้มครองเด็กเป็นพิเศษ และการยินยอมของเด็กไม่ทำให้ผู้กระทำพ้นจากความรับผิดในความผิดเกี่ยวกับเพศบางฐาน นอกจากนี้ หากมีการนำยาเสพติดมาใช้เพื่อทำให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ ก็อาจมีความผิดอื่นประกอบเพิ่มเติมตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน
ส่วนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากตรวจสอบพบว่ามีการเรียกรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ แลกกับการช่วยเหลือผู้ต้องหาหรือบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม ย่อมอาจนำไปสู่ทั้ง ความรับผิดทางวินัยและความรับผิดทางอาญา แต่จะต้องพิสูจน์จากหลักฐาน เช่น เส้นทางการเงิน พยานบุคคล ข้อมูลการติดต่อ และเอกสารทางราชการอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
มูลนิธิเพื่อสันติภาพระบุว่า การเดินทางมายื่นเรื่องครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญคือให้เด็กผู้เสียหายได้รับความคุ้มครองและให้คดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใส พร้อมขอให้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ที่ถูกร้องเรียนโดยไม่ละเว้น หากพบการกระทำผิดจริงก็ขอให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
คดีที่มีเด็กเป็นผู้เสียหายไม่ควรถูกทำให้เป็นเพียงเรื่องร้องเรียนที่เงียบหายไป เพราะหัวใจสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไม่ใช่การตัดสินจากกระแสสังคม แต่คือ การคุ้มครองเด็ก การรักษาพยานหลักฐาน การสอบสวนอย่างเป็นกลาง และการนำผู้กระทำผิดที่แท้จริงเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย
ล่าสุดวันนี้ (13 ก.ย. 2569) ผู้สื่อข่าวพิเศษประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เดินทางไปพบผู้เสียหายที่เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นคนมีฐานะ ส่วนเจ้าหน้าที่ก็เป็นคนมีสี จึงหวังพึ่งพาสื่อให้ช่วยนำเสนอความทุกข์ร้อนดังกล่าว เพราะเรื่องราวผ่านมาหลายปีแล้วแต่คดีไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด
นายฤทธิ์ อายุ 56 ปี บุคคลที่เห็นเหตุการณ์เปิดเผยว่า วันเกิดเหตุได้ขึ้นไปบ้านนายม่อน เพื่อไปสอบถามว่ากินข้าวเช้าหรือยัง เพราะเป็นคนคลุกคลีกัน สนิทกันก็อยากไปถามข่าว จึงได้เห็นเขานอนอยู่ด้วยกัน ตำรวจจึงได้กันตัวเป็นพยาน และบอกให้การตามความเป็นจริง
นายบุญเลี้ยง อายุ 55 ปี ญาติเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดเปิดเผยว่า หลานโดนล่วงละเมิดครั้งแรกในช่วง ป.5 ป.6 คนที่ต่อเหตุคือนายตาล กันแปรง โดยใช้ยาเสพติดไปล่อลวงเด็กเพื่อให้เด็กเสพแล้วล่วงละเมิด ครั้งนั้นมีการไกล่เกลี่ยกัน 2 ครั้ง ต่อมาช่วงเด็กเข้าเรียน ม.1 ก็มีนายม่อน ล่อลวงเด็กในลักษณะเดียวกันอีก ล่าสุดวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา นายตาล ได้เอายามาให้เด็กเสพ 2 เม็ด ที่บ้าน ต.ผาเสวย อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ หลังจากเสพแล้วก็ชักชวนเด็กไปต่อกันที่บ้านเลขที่อยู่ใกล้กัน
“ผ่านมา 1 วัน ถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ช่วงเช้าจึงไปเห็นเด็กตอนแรกอาการตัวเหลืองเหมือนคนไม่ได้นอน จึงพากลับมาบ้าน ไม่นานก็เกิดอาการช็อกจึงได้เรียกกู้ชีพนำส่งโรงพยาบาล โชคดีช่วยไว้ได้ทัน พอเด็กฟื้นตัวก็บอกกับคุณหมอว่าเสพยามา คุณหมอจึงได้บอกผู้ปกครองว่าเด็กมีอาการช็อกเพราะเสพยามา จึงได้ไปแจ้งตำรวจที่ สภ.สมเด็จ ว่าหลานถูกกระทำแบบนี้ โดยสะพายกระเป๋าแป้ไปตำรวจจึงตรวจค้นกระเป๋าแล้วพบเงินอยู่ 1,000 บาท ได้ขอเงิน 300 บาทเป็นค่าน้ำมัน เพื่อไปตามจับคนก่อเหตุ พอตามจับมาได้ในช่วงเวลาประมาณ 1-2 ทุ่ม ทราบว่าตำรวจได้ปล่อยตัวผู้ก่อเหตุกลับบ้านไป ทราบอีกว่าจ่ายตำรวจคนละ 5,000 บาท รวม 2 คนเป็นเงิน 10,000 บาท เพื่อแลกการปล่อยตัว ออกมาใช้ชีวิตได้ตามปกติจนถึงทุกวันนี้ จึงอยากให้สื่อช่วย เพราะหวาดกลัว เพราะอยู่แบบตามมีตามเกิด ไม่มีอะไรไปสู้เขา” ญาติเด็กกล่าวเพิ่ม
ด้านเด็ก บอกว่า พ่อใหญ่ตาลเขาเอายาเม็ดเล็ก ๆ สีแดง บอกว่าเป็นลูกอม มาให้คนละเม็ดกับพี่ชาย จากนั้นก็ชวนไปบ้านก็เลยตามไป นึกว่าเขาจะเรียกไปช่วยงานอะไร โดยให้เงินคนละ 40 บาท ให้เอาไปซื้อขนมกินเล่น พอเข้าไปอยู่ในห้องเขาก็คุมจะทำอย่างนั้น ก็เลยตกใจพากันหนีออกมา พอออกมาได้ก็เจอพ่อใหญ่ม่อน ก็เลยตามไปด้วยเพราะกลัวพ่อใหญ่ตาลตามไปที่บ้าน
“ตอนนี้รู้สึกกลัว จึงไปเรียนบ้างไม่ไปเรียนบ้าง ขาดเรียนบ่อย อนาคตยังไม่รู้เลยว่าจะอยากเป็นอะไร” เด็กกล่าวจนน่าหดหู่
โดยตำรวจรับปากว่าประมาณ 2 สัปดาห์ ก็จะสามารถให้รายละเอียดถึงความคืบหน้าของเคสนี้ได้ และญาติเด็กจะได้ติดต่อเพื่อขอพึ่งหน่วยงานราชการกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกาฬสินธุ์ และบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อให้การช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
